มุขขอตังค์กลับบ้านของขอทานเมืองไทย
posted on 26 Feb 2009 19:04 by dekwad in One-Day-With-Ouiเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมอยู่อนุเสาวรีย์ชัยกำลังจะไปสามย่านเพื่อขึ้นรถตู้ไปงานบวชเพื่อนที่พิจิตร
กำลังคิดอยู่ว่าจะเดินทางไปยังไงดี
1. รถไฟฟ้า : 20 บาทลงได้แค่ที่สยามแล้วต้องต่อรถไปอีก
2. รถเมล์ : 10 กว่าบาท ประหยัดแต่ว่ารถติดเป็นบ้าเลย
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกข้อ 3. กรูเดินไปก็ได้วะ
วันนี้ร่างกายฟิตปึ๋งปั๋ง เลยอยากเดินชมกรุงเทพยามราตรีดู
เดินไปเรื่อยๆ ผ่านห้างเซนจุรี ก็มีป้าแก่ๆกำลังเดินสวนมา
ป้าแกค่อยๆ เดินเบนเดินมาทางผม
ตอนแรกผมคิดว่าป้าเค้าจะถามทางเลยหยุดคุยกับเค้าเผื่อช่วยอะไรได้บ้าง
ป้า : พ่อหนุ่ม
อุ๊ย : (ป้า พ่อผมแก่แล้วครับ)
ป้า : ขอตังค์ป้ากลับบ้านหน่อยสิ 5 บาทก็ได้
อุ๊ย : ..... (ป้า ผมยังไม่มีตังค์ไปสามย่านเลย ขอตังค์หน่อยสิ)
ผมก็ส่ายหน้า แล้วก็ทำเฉยๆเดินผ่านไป
............................
อ่านแล้วอาจดูใจจืดใจดำไปหน่อยนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าคนที่มาขอตังค์โดยใช้มุข "ขอตังค์กลับบ้าน" จะมีซักกี่คนกันที่เค้าจะเอาไปกลับบ้านจริงๆ
ผมเคยเจอผู้ชายคนนึงแถวท่าพระจันทร์ มาขอตังค์กลับบ้านอย่างนี้เหมือนกัน
ชายคนนั้น : น้อง ขอตังค์ร้อยนึงดิ กลับบ้านที่รังสิต
อุ๊ย : กลับบ้านที่รังสิตเห้ย ไรของมึงเนี่ย!! อยู่ดีๆมาขอตั้งร้อยนึง กรูไม่ใช่ลูกเจ้ามูลเมืองนะ จะได้มีตังค์แจกขนาดนั้น
ผมเกือบระเบิดอารมณ์ใส่ชายคนนั้น แต่ข้างบนเป็นเพียงแค่ความคิดของผมเฉยๆ ไม่มีคำพูดใดเลยที่หลุดออกไปซักกะแอะเดียว
โธ่!! เค้าก็กลัวเป็นน้า
อุ๊ย : ไม่มีอ่ะครับ พี่ (โคตรเก๋าเลยล่ะ)
แล้วชายคนนั้นก็ทำท่าโกรธแล้วก็พยายามตื้อขอตังค์ผมต่อไป
ผมก็เลยเดินหนีออกมา
นี่มันดูเหมือนการรีดไถชัดๆ ถ้าเป็นผู้หญิงที่ขี้กลัวหน่อยก็คงต้องให้ตังค์มันไปแล้ว
หลังจากนั้นมาผมไม่เคยปลื้มกับพวกที่มาขอตังค์กลับบ้านเลย
............................
ผมเดินต่อไปซักนิดนึงประมาณก่อนถึงตึกของอาจารย์อุ๊
มันมาอีกแระ มีผู้หญิง 2 คน เดินเบนเข้ามาหาผมอีก
ด้วยความที่เป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดว่าเค้าคงหลงทาง เลยหยุดเผื่อจะช่วยอะไรเค้าได้บ้าง
หญิงอ้วน : ขอตังค์ป้ากลับบ้านที่รังสิตหน่อยได้มั้ยคะ
อุ๊ย : (มึงเป็นญาติกับชายที่ท่าพระจันทร์ป่ะวะเนี่ย)
ผมส่ายหน้าพร้อมกับเดินผ่านไป
แอบรู้สึกลึกว่าๆ เราใจร้ายไปรึเปล่าเนี่ย
ทางพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า "ถ้าเราตั้งใจให้ทานเพราะอยากให้จริงๆ ไม่ว่าเค้าจะเอาไปทำอะไร ก็บุญทั้งนั้น"
แต่ผมไม่ชอบพวกที่มาโกหกหลอกลวง นั่งเป่าปี่ตีกลองขอข้างทางยังอยากให้ซะกว่าอีก
............................
เคยเจอประเภทนึงแถวบ้านผม
เป็นประมาณว่าเป็นป้าแก่ๆ มาเนียนๆ เหมือนยืนแจกใบปลิวอยู่
ผมก็เดินมาชิวๆ ก็เลยรับเอาไว้โดยไม่ได้คิดอะไร
ป้า : น้องคะ 20 บาท
อุ๊ย : เฮ้ย ค่าอะไรฟระ (ตอนนั้น หน้าเอ๋อมาก)
หยิบสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นมาดู เป็นสติ๊กเกอร์รูปสัญลักษณ์อะไรไม่รู้
ป้า : โปรดช่วย มูลนิธิ...บลา บลา... (ไม่ใช่เพื่อนแครอรี่ บลา บลานะ เป็นคำที่แสดงให้รู้ว่า อะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้เหมือนกัน)
อุ๊ย : ไม่เอาอ่ะครับ
ป้า : แต่น้องรับไปแล้ว
ชึ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!
แต่น้องรับไปแล้ว น้องรับไปแล้ว รับไปแล้ว ไปแล้ว แล้วว แล้ววว...แล้ววววว......
เสียง echo ป้าคนนั้นดังก้องอยู่ในรูหู กระดูกค้อน ทั่ง โกนกระทบกันเป็นจังหวะกัวลาช่า
ขีดความโกรธค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น สูงขึ้น
คนอย่างไอ้อุ๊ย กวนใจได้แต่ใครอย่ากวนตรีน
ภาพคนเดินถนนค่อยๆช้าและหยุดลง เสียงจ้อกแจ้กจอแจของแม่ค้าค่อยๆเงียบหายไป
มีแต่เสียง "น้องรับไปแล้ว" ของป้าคนนั้น ดัง echo อยู่ข้างใน
"มึงจะบ้าเหรอ!!"
รับมาแล้ว บังคับจ่ายเงิน 20 บาทเนี่ยนะ!!
ผมว่าผมลาออกจากมหาลัยดีกว่า มาพิมพ์สติ๊กเกอร์ช้างก้านกล้วยแจก บอกว่ามูลนิธิช่วยเหลือก้านกล้วยให้ได้เล่นหนังฮอลลิวู๊ดกับจาพนม
ผมตัดราคาป้าหน่อย คิดแค่ 19 บาท
พิมพ์แจกวันละร้อยใบ หักต้นทุนก็ได้กำไรพันกว่าบาทต่อวัน
ถ้ารายได้ดีจะส่งคนไปเปิดแฟรนไชส์ที่พัทยากับหาดใหญ่
ถ้าเค้าไม่พอใจ จะเอาก้านกล้วยมาคืน เราก็แค่อ้างเค้าว่า "ก็น้องรับไปแล้ว" น้องเค้าก็จะคิดว่า "เออ มีเหตุผลว่ะ หนูรับมาแล้วนี่นา" แล้วก็จะยอมจ่ายเงิน 19 บาทอย่างเชื่องซื่อ เอาสติ๊กเกอร์ช้างผมไปติดท้ายรถ เข้าซาฟารีเวิลดิ์ฟรี
มึงบ้าไปแล้ววววววววววว!!!!!
ภาพตัดมาที่ชายหนุ่มที่กำลังถือสติ๊กเกอร์ติงต๊องๆอยู่
ผมยื่นสติ๊กเกอร์ให้ป้า ทำหน้าเซ็งๆ ประมาณว่ามึงจะรับมั้ย
ป้าส่งยิ้มหวานให้ผม (มันใช่เวลามาส่งยิ้มให้กันมั้ย)
เมื่อป้าไม่รับ ผมเลยวางสติ๊กเกอร์นั้นที่โต๊ะขายขนมครกข้างๆ ตังค์ก็ไม่จ่ายด้วย
เป็นเหตุการณ์ที่ผมเฟวที่สุดแระเท่าที่เคยเจอมา
............................
กลับมาปัจจุบัน หลังจากที่ป้าสองคนนั้นมาขอตังค์กลับบ้านที่รังสิต
ผมก็เดินต่ออีกหน่อย จนถึงใต้รถไฟฟ้าพญาไท
มาอีกแระ คราวนี้เป็นผู้ชายท่าทางโหดมาก
ชายโหด : น้อง ขอตังค์กลับบ้านหน่อย
อุ๊ย : โว๊ยยยยยยยย มึงจะมาขอตังค์กลับบ้านอะไรกันหนักหนาเนี่ย อยากทราบว่าถ้าไม่มีตังค์ แล้วพวกคุณเมิงจะเดินทางมาที่นี่ทำหาอะไรครับ
เหมือนเดิม บทความข้างบนเป็นแค่ความคิด ผมไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกไป
แต่คราวนี้ผู้ชายน่ากลัวว่ะ เกิดเราส่ายหัวแล้วเดินผ่านไปเหมือนก่อน แล้วมันหันมาตีหัวทำไงเนี่ย เสียโฉมไปแย่เลย
วินาทีนั้นต้องเลือกระหว่าง "เงิน" กับ "ชีวิต"
แน่นอนผมเลือก "เงิน"
ผมส่ายหัวแล้วเดินจากมา แต่ก็แอบระแวงหลังนิดนึง เหลียวดูว่ามันทำอะไรรึเปล่า จะได้จะระเข้ฟาดหางได้ทัน (ก่อนมึงจะฟาดหาง คงโดนฟาดหัวก่อน)
แอบคิดนิดนึงว่าถ้าผมเป็นหญิงสาว เจออย่างนี้จะทำยังไง เกิดไม่ให้เงินมันแล้วมันโกรธ มาทำชำเรา จะทำยังไงดี
เป็นห่วงคุณผู้หญิงจริงๆ ขอเตือนว่าพยายามอย่าเดินที่เปลี่ยวๆมืดๆเลย อันตรายจริงๆสมัยนี้
ผมเดินจนถึงสะพานหัวช้าง ระหว่างทางก็มีผู้หญิงอุ้มลูกมาขอตังค์กลับบ้านอีก แต่ผมหมดอารมณ์ที่จะให้ไปนานแล้วล่ะ
ผมเดินข้ามสะพานไปมาบุญครองด้วยความระหวาดระแวงว่าจะมีใครมาขอตังค์กลับบ้านอีกรึเปล่า
สรุปว่าเจอคนมาขอตังค์โดยใช้มุขขอตังค์กลับบ้านทั้งสิ้น 5 คนบนเส้นทางเดียว
อะไรกันนี่
อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ บางคนก็ใจดีสงสาร เงินแค่ 5 บาท 10 บาทก็เลยให้ไป แต่บางคนเห็นว่าเป็นแกงค์ต้มตุ๋นหลอกลวง นานาจิตตัง
ห่วงก็แต่พวกที่มาขอแบบผู้ชายโหดๆเนี่ย ขนาดผมเป็นผู้ชายยังกลัวเลย
ยังไงก็ระวังตัวกันแล้วกัน อย่าเดินที่เปลี่ยวๆมืดๆคนเดียว
ขอเตือนด้วยความปรารถนาดี


แจกสติกเกอร์แบบนั้นผมก็เจอ..แต่ผมยัดใส่มือคืนเลย
แต่ผมเจอเคสนึง เด็ดมาก! เป็นลุงแก่ๆ มาตังกลับบ้านโดยการบอกว่า "พ่อหนุ่ม ขอตังลุงขี้นรถไฟฟ้ากลับบ้านหน่อยสิ"
#1 By ปาม มี่ ♫ on 2009-02-26 19:18