แทน ทะล่ะแลนแทนแถ่น แถ่นแทนแท๊น

ในที่สุด เด็กวัดจอมทะเล้น ก็มีเอนทรี่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกับเค้าบ้างแล้ว

เย้ๆ ดีใจจริงๆ

ตั้งชื่อเรื่องอย่างเก๋ไก๋ว่า "อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น" หวังว่าทุกคนคงอ่านแล้วอารมณ์ดีตามชื่อเรื่องนะครับ

....................

 

สนามบินสุวรรณภูมิ 

หลังจากที่แวะกินข้าวเย็นที่ร้านสุกี้แห่งหนึ่งกันอย่างอิ่มหนำ ประหนึ่งว่าคงจะไม่ได้กินอาหารไทยกันอีกแล้วในชีวิตนี้ พวกเราอันประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ น้องสาวและตัวผมเอง ก็ได้เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ

แม้ว่าบ้านผมจะอยู่ไม่ไกลจากสนามบินแห่งนี้มากนัก แต่ตั้งแต่ที่มันสร้างเสร็จผมเพิ่งเคยได้มาเหยียบที่นี่แค่สองสามครั้ง (มาส่งพี่สาวไปเรียนครับ ไม่ได้มาร่วมชุมนุมนะ จุ๊บๆ) ส่วนเรื่องของการขึ้นเครื่องที่นี่นั้น ไม่เคยเลยจริงๆ อย่าว่าแต่ขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิเลย ตอนขึ้นที่ดอนเมืองตั้งแต่เมื่อไรนั้นก็แทบจำไม่ได้แล้ว

บ้านผมมากันตอนหกโมงครึ่ง ทั้งๆที่เครื่องออกสี่ทุ่ม (กลัวจะไม่ได้ไปกัน) แต่พอไปถึงทุกๆคนก็อยู่ที่นั่นกันพร้อมหน้าแล้ว (รีบไปกันยิ่งกว่าบ้านผมอีก)

สมาชิกของทริปครั้งนี้มีทั้งหมด 16 คนประกอบด้วย

   - เด็ก 3 คน (อายุ 5 8 และ 9)

   - วัยรุ่น 6 คน (รวมผมด้วยนะ)

   - ผู้ใหญ่ 6 คน (เป็นน้าๆ ของผม พ่อแม่ไม่ได้ไป)

   - คุณยาย 1 คน (อายุ 81 แน่ะ)

เป็นทริปที่มีความแตกต่างของอายุมากจริงๆ

พอไปถึงก็กรอกเอกสารเกี่ยวกับตรวจคนเข้าเมืองนิดหน่อย พอพร้อมแล้วก็โหลดของเข้าเครื่อง

ของที่ไม่สามารถพกติดตัวขึ้นเครื่องได้นั้น ที่ผมรู้ก็มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ "ของมีคม" (แต่คารมคมคายขึ้นได้นะครับ) และ "ของเหลว" (ไม่รู้ว่าห้ามทำไมอ่ะ กลัวทำหกแล้วลื่นบนเครื่องบินมั้ง) ของพวกนี้ต้องโหลดพร้อมกระเป๋าใหญ่เข้าเครื่องไปเลย

ผมขอแนะนำเรื่องกระเป๋านิดนึงว่า ควรทำสัญลักษณ์ให้เห็นเด่นชัดเพื่อที่ว่าเวลาหยิบจะได้สังเกตได้ง่าย กันคนหยิบผิดด้วย

อันนี้กระเป๋าแว๊นของผมเอง ผูกริบบิ้นสีเขียวสะท้อนแสง ปะเทปกาวสีแสด รอบๆกระเป๋า

รับรองว่าไม่มีหยิบผิด (กระเป๋าของทุกคนติดแบบนี้หมดเลย)

เริ่มต้นก็แรงซะแระ

 

โหลดของเสร็จก็แสดง Passport มีการถ่ายรูปนิดหน่อยและเดินทางเข้าสู่ภายในอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ

 

 

เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร

สิ่งแรกที่เห็นก็สะดุดตากับผลงานศิลปะมูลค่า 48 ล้านบาท นั่นคือ "เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร" หรือมีชื่อฝรั่งว่า "Scene of the Churning of the Milk Ocean" มองผ่านๆดูเหมือนเทวดากับยักษ์กำลังแข่งชักเย่อกันในงานกีฬาสี แต่จริงๆแล้วมันมีที่มาเป็นเรื่องเป็นราวเชียวน้า

 

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว "สวรรค์" ที่พวกเรารู้จักกันดีนั้น ไม่ได้เป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดานางฟ้าหรอกนะ แต่เป็นที่อยู่ของพวก "ยักษ์" หรือเรียกว่า "อสูร" ต่างหากล่ะ

มีอยู่วันนึงเหล่าเทวดาก็ออกอุบาย รวมตัวกันใส่เสื้อสีทองแล้วไปยึดสวรรค์ ไม่ได้ยึดเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนะครับ แต่ยึดสวรรค์เพื่อเอามาเป็นที่อยู่ของตน ทำให้พวกยักษ์อสูรโกรธแค้นมาก เจอเทวดาเมื่อไร ซัดกันนัวเมื่อนั้น 

วันนึงพระอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ของเหล่าเทวดาก็ดันไปทำให้ฤาษีท่านนึงโกรธ ฤาษีหยิบไม้เท้ามาร่ายคาถา "วิงกาเดียมลาลีโอซา" แปลเป็นไทยได้ว่า "พวกเทวดาจะต้องต้องรบแพ้พวกยักษ์ทุกครั้งตลอดไป"

เมื่อโดนสาปอย่างนี้ งานเลยเข้าเหล่าเทวดาเลย รบร้อยครั้งแพ้ทั้งร้อยครั้งอย่างนี้ก็ไม่ไหว พระอินทร์เลยโทรไปปรึกษาพระนารายณ์ว่าทำยังไงกันดี

พระนารายณ์แนะนำว่า บนสวรรค์มีทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้ากวนน้ำทะเลแห่งนี้จะได้น้ำนมซึ่งเป็นน้ำอมฤตที่กินแล้วทำให้มีชีวิตเป็นอมตะ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกลัวพวกยักษ์แระ แต่พิธีการนี้ยุ่งยากมาก ต้องไปนำภูเขามันทรคีรีมาปักกลางทะเลน้ำนม ใส่สมุนไพรสวรรค์ แถมยังต้องไปขอร้องพญานาควาสุกรีมาขดรอบภูเขาเป็นสายชักแล้วออกแรงกวน ดึงไปดึงมาเคี่ยวจนได้น้ำอมฤต

เหล่าเทวดาปรึกษากันแล้วว่าทำกันเองไม่ไหวแน่ๆ เลยไปหลอกพวกยักษ์ว่า ให้มาช่วยกันกวน แล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้กิน ยักษ์ก็แอ๊บแบ๊วหลงเชื่ออย่างง่ายดายมาช่วยกันกวนกันใหญ่

 

 

 

จะสังเกตได้ว่าพวกยักษ์ดึงทางหัวของพญานาค นี่ก็มีที่มาเหมือนกัน อย่างที่เรารู้ๆกันว่า พญานาคมีพิษสามารถพ่นไฟได้ เหล่าเทวดากลัวว่าขณะที่กำลังดึงๆกันอยู่ พญานาคจะพ่นพิษใส่ เลยออกอุบายให้พวกยักษ์ไปดึงทางหัวนั้น โดยหลอกว่า "ใครเก่งให้ไปดึงทางหัว" พวกยักษ์ก็แอ๊บแบ๊วอีก มั่นใจว่าตัวเองเก่งก็เลยไปดึงทางหัวกันใหญ่ เหล่าเทวดาก็แอบยิ้มที่มุมปากแล้วไปดึงทางหางอย่างสบายใจ (ตัวร้ายใช้กลโกงเรียกว่า "เจ้าเล่ห์" พระเอกใช้กลโกงเรียกว่า "มีไหวพริบ")

หลายพันปีผ่านไป เทวดาและยักษ์ต่างก็ช่วยกันกวนทะเลน้ำนมให้เข้ากับสมุนไพรสวรรค์ นานๆพญานาคเวียนหัวก็พ่นพิษพ่นไฟใส่พวกยักษ์บ้าง หมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆกัน

 

 

เทพสีม่วงที่ยืนอยู่นี้คือ "พระอิศวร" เล่ากันว่าครั้งนึงพญานาคเวียนหัวจัดจึงพ่นพิษครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำร้ายสรรพสัตว์บนโลก ร้อนถึงพระอิศวรที่ต้องลงมาช่วยดูดซับพิษครั้งนี้ พิษครั้งนี้รุนแรงมาจนเผาพระศอ (คอ) พระอิศวรจนเป็นสีดำ สีดำเลยกลายเป็นสีของความรักในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ส่วนพิษกระเด็นไปโดนพวกงูทำให้งูเป็นเป็นสัตว์ที่มีพิษจนทุกวันนี้

ส่วนที่ใต้ของขดพญานาคจะเห็นว่ามีเต่ายักษ์อยู่ตัวนึง (เห็นมั้ย สีเหลืองๆ) เล่ากันว่าเหล่าเทวดากับยักษ์ดึงกันไปดึงกันมาจนภูเขาลูกนี้แทบทะลุพื้นสวรรค์ พระอินทร์ในฐานะที่เป็นต้นคิดจึงออกมาแสดงสปิริตโดยการอวตารเป็นเต่ายักษ์รองรับภูเขาลูกนี้ไว้ไม่ให้ทะลุไปยังพื้นโลก

 

 

อีกหลายพันปีผ่านไป เหล่าเทวดากับยักษ์ก็กวนน้ำทะเลให้เข้ากับสมุนไพรสวรรค์จนเป็นสีขาวข้นๆเหมือนน้ำนม เย้ๆ ในที่สุดก็ได้น้ำอมฤตที่ต้องการแล้ว

พวกยักษ์เหนื่อยอ่อนกว่าเหล่าเทวดาหลายเท่าเพราะว่านอกจากต้องออกแรงฉุดแล้วยังต้องเผชิญกับพิษของพญานาค (เล่นไปดึงตรงหัวเค้านี่ มีตั้ง 3 หัวแน่ะ) ส่วนเหล่าเทวดาดึงตรงหางเลยไม่ค่อยเหนื่อยซักเท่าไร ตอนที่น้ำอมฤตนี้แล้วเสร็จ ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือเหล่านางฟ้าแสนสวย

พวกยักษ์เห็นเหล่านางฟ้า ก็รีบวิ่งไปไล่จับกันอย่างเมามัน (น่าจะเป็นที่มาของคำว่า "เจ้าชู้ยักษ์") ส่วนเทวดาก็ย่องมาต่อแถวกินน้ำอมฤตกัน

อย่างไรก็ตามมียักษ์ตนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจกับเหล่านางฟ้าคนสวย เลยปลอมเป็นเทวดามาเนียนร่วมกินน้ำอมฤตด้วย ยักษ์ตนนั้นชื่อว่า "อสุรินทร์ราหู" เป็นยักษ์ตนเดียวที่กินน้ำอมฤตอย่างสบายอกสบายใจ

ตอนนั้นเองพระอาทิตย์กับพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้า เลยไปฟ้องพระนารายณ์ว่า เจ้ายักษ์ราหูเนี่ยมาเนียนกินน้ำด้วย พระนารายณ์จึงขว้างจักรใส่เจ้ายักษ์ราหูจนตัวขาดเป็นสองท่อน แต่เนื่องจากเจ้ายักษ์ราหูกินน้ำอมฤตไปแล้วเลยไม่ตาย จึงพาร่างครึ่งท่อนบนหนีไป

ราหูโกรธพระอาทิตย์กับพระจันทร์มาก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราหูเจอทั้งสองนี้ก็จะจับกินทันที แต่เพราะว่าราหูมีแค่ครึ่งท่อนบนพอกินทางปากเสร็จ พระอาทิตย์กับพระจันทร์ก็ออกทางท้องได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นที่มาของตำนาน "ราหูอมจันทร์" หรือจันทรคราสและสุริยคราสนั่นเอง

น้ำอมฤตที่เหลือ พระอินทร์ได้นำไปเก็บรักษาไว้บนสวรรค์และไม่มีผู้ใดได้แตะต้องมันอีกเลย (อุตส่าห์กวนกันตั้งนานนะ สุดท้ายรู้สึกไม่ค่อยได้อะไรเลยแฮะ 55+) สงสารพวกยักษ์จริงๆ ไปช่วยกวนตั้งนานสุดท้ายไม่ได้อะไรเลย เกิดเป็นตัวร้ายก็อย่างนี้แหละ ต้องทำใจ

 

เค้าโครงที่มา : http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=3644

 

การตรวจที่แสนเข้มงวดของสนามบิน

หลังจากที่เดินผ่านรูปปั้นยักษ์ ก็เดินไปตามทางที่มีร้านสินค้าปลอดภาษีอยู่เต็มไปหมด จนถึงประตูทางออก

ตรงจุดนี้เป็นจุดที่มีการตรวจกระเป๋าที่จะเอาขึ้นเครื่องซึ่งมีการตรวจที่ที่เข้มงวดมากๆๆๆๆๆ

ตอนที่ผมเดินผ่าน มีพนักงานสาวคนนึงถามผมว่า "มีของเหลวมั้ยคะ"

เอ่อ เป็นประโยคคำถามที่ฟังแล้วประหลาดพิกลยังไงไม่ทราบ อยู่ดีๆมีคนมาถามว่า "มีของเหลวมั้ย" ของเหลวอะไรวะ ตอนนั้นผมก็งงๆ แต่ก็ส่ายหน้าไปตามสัญชาตญาณ

จริงๆแล้วในกระเป๋าผมมีขวดยาดมแปะพวยอิ๊วซึ่งเป็นของเหลว แต่ผมก็เนียนๆไปดูว่าเค้าจะจับได้รึเปล่า

ปรากฎว่าพอผมส่ายหน้า พี่สาวคนนั้นก็ไม่ได้ค้นอะไรอีก ผมเดินเอากระเป๋า มือถือและเข็มขัดผ่านเครื่องสแกนอย่างสบายๆ มุ่งหน้าสู่ทางออกที่.....(เอ่อ ทางออกที่เท่าไรจำไม่ได้แฮะ)

วันนั้นเครื่องดีเลย์นิดหน่อย ออกตอน 5 ทุ่ม ผมเดินขึ้นเครื่อง นั่งลงที่ seat อย่างตื่นเต้น เครื่องบินเคลื่อนช้าๆไปตามรันเวย์ แล้วค่อยๆเร่งแรงขึ้น เงยหัวเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละน้อย

 

บั๊บบาย ประเทศไทย 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ ครับ

#1 By waven on 2009-04-18 11:52

สนุกดีค่ะมีเรื่องเล่าด้วย big smile Hot!

หลังจากถอนหายใจเฮือกใหญ่ ให้กับราคา 48 ล้าบาท อ่านไปอ่านมาก็พบว่าเทวดานี่ร้ายกว่ายักษ์มาก... sad smile

ของเหลวนี่ไอมีอยู่เต็มตัวเลย น้ำลาย ขี้มูก ขี้เต่า ขี้ตา ขี้หู ขี้ไคล อี๋ยย์ สงสัยชาตินี้เราคงไม่มีโอกาสขึ้นเครื่อง confused smile

#2 By ire_u on 2009-04-18 11:56

ง่ะ ของเหลว
ดีไม่เป็นหวัด
ได้มีสั่งน้ำมูกทิ้งกันล่ะ
^^

เรื่องกวนน้ำนม ได้ความรู้ดีครับ

Hot! Hot! Hot!
ยังไม่ทันขึ้นเครื่องก็สนุกซะแล้ว..
สงสัยซีรียส์นี้ยาวแน่ๆ เลย..
ยังไงก็จะติดตามต่อนะค้า
confused smile

#4 By แอ้ on 2009-04-18 12:20

ทำไมเทวดานิสัยไม่ดี
- -'


ถึงญี่ปุ่นซะทีดิๆๆๆๆๆ
อยากรู้ละๆๆๆ

ฮ่า ๆ
:))
สนามบินนี้

จะไปขึ้นต้องไปล่วงหน้าสัก 3 ชั่วโมง

open-mounthed smile

#6 By Arcobaleno on 2009-04-18 12:25

ศิลปะของไทยช่างสวยงามbig smile

#7 By thinkking on 2009-04-18 12:44

เหมือนได้อ่านนิทานเลย

สงสารยักษ์จัง เสียรู้เทวดา question

(ปล.ขอบคุณมากค่ะ)

#8 By NべOべK ✿ on 2009-04-18 12:45

ปฐมบทbig smile

#9 By V@R on 2009-04-18 12:55

big smile เจออะไรก็มาเป็นเรื่องเล่าได้หมดเลยนะครับ ดีครับมีประโยชน์ดี อ่านเพลินดีครับ น่าตื่นเต้นดีนะครับ กับการได้ท่องเที่ยวนอกประเทศของตัวเอง แล้วจะมาตามตอนต่อไปนะครับ confused smile

#10 By ชายคลอง on 2009-04-18 12:58

เมื่อไหร่จะถึง ญี่ปุ่นน้า... อยากดูรูป ๆ ๆ
....................................


ว่าแต่ เพ่ เพ่ มีของเหลวมั้ย???

#11 By Ihayo09 on 2009-04-18 13:08

อุ่นเชียววววววววววววววววววววววว

คิคิคิ..

ปิ้ว ปิ้ว..ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

#12 By กวางน้อย... on 2009-04-18 13:26

มีของเหลวมั๊ย ถ้าเป็นจารย์คงบอกมีตรึม แต่ขอเข้าห้องน้ำก่อน 555 เอิ๊ก เอิ๊ก คงไม่ได้บินไปไหนแน่เลยแฮะ question question
หมดไปเอนทรีนึง..​ยังอยุ่ไทยทั้งเอนทรีเลย :D

เรือ่งของเหลวนั้น
เพระาเมือ่หลายปีก่อน
มีผู้ร้าย พกของเหลวที่ระเบิดได้
ขึ้นเครือ่งบินอังกฤษครับ
แล้วของเหลว.. ตู้ม!!

ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมีกฎหมายนานาชาติห้ามพกของเหลวขึ้นเครือ่ง

แต่ว่า..
ยังสามารถพกได้ หากของเหลวนั้นมีปริมตรน้อยกว่า..
เท่าไรผมจำไม่ได้ 75ml มั้งครับ
ดังนั้นยาดมจึงรอดไงครับ :D

#14 By sage_nu on 2009-04-18 13:52

เป็นเรื่องเป็นราวเลยนิ...

รีบมาเล่าต่อเร็วๆๆๆ...


confused smile
เรื่องเล่าดี มีประโยชน์ มาสาระมากค่ะ..ไม่เคยรู้มาก่อนเลย..

อยากดื่มน้ำอมฤต จังเลย.. question

ชอบมากตอนเครื่องกำลัง takeoff สนุกดี..เหมือนเหิรได้เลย..

รออ่านตอนก้าวแรกที่เหยียบประเทศญี่ปุ่นค่ะ..big smile
เริ่มเดินทาง ก็มันแล้วbig smile

#17 By ลุงเด้ง on 2009-04-18 15:19

ถ้าเขาถาม "มีของเหลวมั้ยคะ" ผมก็งงเหมือนกันแหละครับsad smile

#18 By นายสถานี NGarage on 2009-04-18 16:24

เรื่องนี้แทบลืมไปแล้ว Hot!

#19 By mahaoath on 2009-04-18 17:44

นารายณ์ตัวม่วงแฮะ

มีนาที่ผ่านมาผมไปเชียงใหม่ เครื่องสแกนตรวจจับ โดนถามว่ามีกระปุกอะไรอยู่ในกระเป๋า

ผมตอบว่า

น้ำพริกครับ

น้ำพริกอะไรครับ?

(ผมจะไปรู้เหรอก๊าบพี่พนักงาน!!)
sad smile ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#20 By เซี่ยหมิง on 2009-04-18 19:21

รออ่านตอนต่อไปครับ....
big smile

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ
Hot!
แวะมาทักทายคับ

#22 By NonArk on 2009-04-18 19:54

น่าสนุกครับ ไปเป็นครอบครัว ทัวร์ยกแก๊งค์

เรื่องกวนเกษียรสมุทรสนุกมากครับ ชอบ ....... แต่แอบขอแก้ไขนิดนึงนะครับ เทวดากายสีม่วงนั้นคือ พระนารายณ์ ครับ และที่ เต่าที่รองภูเขาคือ ปางหนึ่งที่พระนารายณ์ทรงแบ่งพระภาค(แบ่งร่าง)อวตารลงมาเป็นเต่า เรียก ปางนี้ว่า กูรมาวตาร ครับ เป็นหนึ่งในนารายณ์10ปางครับ (ลองเช็คในเน็ตก็ได้ครับหลายแหล่งๆตรงกัน)
surprised smile

#23 By E.T.*** on 2009-04-18 22:00

อ้อ ให้ ดาวเท่าไก่ย่างครับ ศิลปวัฒนธรรมดีๆ อยากให้คนอ่านกันเยอะๆ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#24 By E.T.*** on 2009-04-18 22:01

ขากลับจากญี่ปุ่น เค้า จะเก็บปากกาเม่ยด้วยแหละ

นึกว่าเป็นยาสีฟัน


แบบ ฮาา


บางทีน้ำยาคอนแทค ยังไม่เก็บเลยค่ะ ดีเหมือนกัน

#25 By quiescent on 2009-04-18 22:03

โอ๊ยยยยย ยังอยู่สุวรรณภูมิอยู่เล้ย เมื่อไหร่ถึงญี่ปุ่นนะ อ้ายอุ๊ย

#26 By Pat on 2009-04-18 23:27

ต่อๆๆ กำลังมันส์
ชอบตอนเครื่องบินขึ้น สุดๆแล้ว

#27 By Fernn (124.120.15.7) on 2009-04-19 00:56

เค้าถามหาของเหลว คือฉี่ อิอิ
วิงกาเดียมเลวิโอซ่า~~~

555 big smile

#29 By เจน on 2009-04-19 09:07

มาเป็นเรื่องเป็นราวเลย
อ่านแล้วสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมๆกันbig smile big smile

#30 By NihaoJAA on 2009-04-19 11:05

นี่แค่ทริปแรกนะเนี่ย เล่าซะเหมือนตามไปด้วยเลย ติดตามตอนต่อไป งิงิ confused smile

#31 By เจ้ารินทร์ on 2009-04-19 11:56

Hot! สนุกดีจัง
เค้าถามแบบนั้นกันจริงๆหรอเนี่ย ฟังดูแปลกๆแฮะ sad smile

#32 By Sleeper MoNKeY on 2009-04-19 19:43

cry
ยังไม่เคยไปเยือนเลย สุวรรณภูมิ
แต่ต้องมีสักครั้งในชีวิต
555

อยากอ่านต่อมากๆ
แค่จะขึ้นเครื่องก็มีอะไรมากมายละ

ไปอยู่เมืองปลาดิบจะเปนไงเนี้ยยย
big smile

รีบๆ มาเขียนนะค่ะ

#33 By Millhz on 2009-04-19 20:35

ไปเห็นมาแล้วเหมือนกัน แต่รายละเอียดไม่ได้เท่านี้เลย big smile ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ

#34 By K r a i on 2009-04-19 21:34

เฮียอุ๊ยยย


เต้าตัวด้านล่างนั่นคือพระนารายณ์ มิใช่เหรอ ไม่ใช่พระอินทร์นา เคยอ่านเจอแบบเนี้ยอ่ะ ไม่แน่ใช่เหมือนกัน


ขอรูปด่วยด้วยนะคะ 555+

จะเอาลงคอมพ์แล้ว
***************

กาอาระ ณ สูงเนิน

#35 By Nu-Nid (124.120.16.123) on 2009-04-20 11:18

รอดุรูปอยุ่นะ พ่อหนุ่มญี่ปุ่นชั่วคราว อิอิ

#36 By *+~+LovE- Atmospheric+~+* on 2009-04-20 12:21

แอนนึกว่าถ้าดึกๆขยับได้แบบในหนังคงสนุกดีcry
ยักษ์ช่างแบ๊วซะเหลือเกิน
อ่อ...
เห็นได้ชัดถึงชนชั้นวรรณะของกลโกง
หนอย...ทำเป็นเรียกว่ามีไหวพริบ
= =*


โอะ
กลับมาแล้วลงรูปญี่ปุ่นโชว์หน่อยน้า
อิจฉาๆๆๆ
รอดูภาพครับ เป็นทริปที่คนเยอะจริงๆconfused smile

#39 By SkyKiD on 2009-04-20 12:28

เอ่อ ร้านสุกี้ ชื่อดูไม่น่าเป็นอาหารไทยได้เลยนะครับquestion

ประวัติมันมาก เหมือนเคยๆ ได้ยินมาเหมือนกัน
รู้สึกว่าเทวดาก็ไม่ได้ดีไปซะเท่าไหร่เลย

จะติดตามการไปญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องครับbig smile
555++ นั่นสิเนอะ อ่านไปได้ไงเล่ม2ก่อน

คือครั้งแรกที่เราอ่านแฮร์รี่เราไปเช่าที่ห้องสมุดของโรงเรียนอะ

แล้วพอดีเล่มแรกมีคนยืมไปหมดแล้วเลยได้เล่ม2มาแทน

แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะเราชอบเล่ม2ที่สุดเลย

ถ้าเราอ่านเล่มแรกก่อนอาจจะไม่ได้ชอบแบบทุกวันนี้แน่ๆcry
ของเหลวปริมาตรไม่เกนิ 100 ml สามารถนำขึ้นเครื่องได้ครับ
แต่ตามประเพณีนิยม จะต้องใส่ถุงซิปล็อกไว้ด้วย ถุงนึงใส่ได้ไม่เกิน 1000 ml
เหตุเนื่องมาจาก... แม้เครื่องบินจะมีการปรับความดันให้เหมาะกับสภาพมนุษย์อย่างเราๆแล้ว... แต่ก็ยังไม่ 100 %

ความดันชั้นสตาโทสเฟียร์ เบาบางกว่าพื้นโลกนะเออ... ขวด/หลอด บรรจะของเหลวมีสิทธิ์โป่งพอง ถึงขั้นแตกระเบิดได้ ตู้ม!!!

ปล. มันคงไม่รุนแรงขนาดนั้นกระมัง sad smile

#42 By Joe H. Potter on 2009-04-24 17:44

อ่อ ที่มาเป็นอย่างนี้นี่เองsad smile

#43 By chniceberry on 2009-04-25 11:52

อ่านแล้วสนุกดีค่ะ ได้ความรู้ด้วยHot!

#44 By ฉัน ชื่อ ยีน on 2009-05-06 17:47

อีกอย่างคือ ของเลวหรือเจลสามารถทำวัตถุระเบิดได้ครับผม

#46 By teppo (219.159.82.28) on 2009-09-29 04:58