อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น#1 ตำนานกวนทะเลน้ำนม
posted on 17 Apr 2009 20:20 by dekwad in Enjoy-in-Japanแทน ทะล่ะแลนแทนแถ่น แถ่นแทนแท๊น
ในที่สุด เด็กวัดจอมทะเล้น ก็มีเอนทรี่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกับเค้าบ้างแล้ว
เย้ๆ ดีใจจริงๆ
ตั้งชื่อเรื่องอย่างเก๋ไก๋ว่า "อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น" หวังว่าทุกคนคงอ่านแล้วอารมณ์ดีตามชื่อเรื่องนะครับ
....................
สนามบินสุวรรณภูมิ
หลังจากที่แวะกินข้าวเย็นที่ร้านสุกี้แห่งหนึ่งกันอย่างอิ่มหนำ ประหนึ่งว่าคงจะไม่ได้กินอาหารไทยกันอีกแล้วในชีวิตนี้ พวกเราอันประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ น้องสาวและตัวผมเอง ก็ได้เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ
แม้ว่าบ้านผมจะอยู่ไม่ไกลจากสนามบินแห่งนี้มากนัก แต่ตั้งแต่ที่มันสร้างเสร็จผมเพิ่งเคยได้มาเหยียบที่นี่แค่สองสามครั้ง (มาส่งพี่สาวไปเรียนครับ ไม่ได้มาร่วมชุมนุมนะ จุ๊บๆ) ส่วนเรื่องของการขึ้นเครื่องที่นี่นั้น ไม่เคยเลยจริงๆ อย่าว่าแต่ขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิเลย ตอนขึ้นที่ดอนเมืองตั้งแต่เมื่อไรนั้นก็แทบจำไม่ได้แล้ว
บ้านผมมากันตอนหกโมงครึ่ง ทั้งๆที่เครื่องออกสี่ทุ่ม (กลัวจะไม่ได้ไปกัน) แต่พอไปถึงทุกๆคนก็อยู่ที่นั่นกันพร้อมหน้าแล้ว (รีบไปกันยิ่งกว่าบ้านผมอีก)
สมาชิกของทริปครั้งนี้มีทั้งหมด 16 คนประกอบด้วย
- เด็ก 3 คน (อายุ 5 8 และ 9)
- วัยรุ่น 6 คน (รวมผมด้วยนะ)
- ผู้ใหญ่ 6 คน (เป็นน้าๆ ของผม พ่อแม่ไม่ได้ไป)
- คุณยาย 1 คน (อายุ 81 แน่ะ)
เป็นทริปที่มีความแตกต่างของอายุมากจริงๆ
พอไปถึงก็กรอกเอกสารเกี่ยวกับตรวจคนเข้าเมืองนิดหน่อย พอพร้อมแล้วก็โหลดของเข้าเครื่อง
ของที่ไม่สามารถพกติดตัวขึ้นเครื่องได้นั้น ที่ผมรู้ก็มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ "ของมีคม" (แต่คารมคมคายขึ้นได้นะครับ) และ "ของเหลว" (ไม่รู้ว่าห้ามทำไมอ่ะ กลัวทำหกแล้วลื่นบนเครื่องบินมั้ง) ของพวกนี้ต้องโหลดพร้อมกระเป๋าใหญ่เข้าเครื่องไปเลย
ผมขอแนะนำเรื่องกระเป๋านิดนึงว่า ควรทำสัญลักษณ์ให้เห็นเด่นชัดเพื่อที่ว่าเวลาหยิบจะได้สังเกตได้ง่าย กันคนหยิบผิดด้วย
อันนี้กระเป๋าแว๊นของผมเอง ผูกริบบิ้นสีเขียวสะท้อนแสง ปะเทปกาวสีแสด รอบๆกระเป๋า
รับรองว่าไม่มีหยิบผิด (กระเป๋าของทุกคนติดแบบนี้หมดเลย)
เริ่มต้นก็แรงซะแระ
โหลดของเสร็จก็แสดง Passport มีการถ่ายรูปนิดหน่อยและเดินทางเข้าสู่ภายในอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ
เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร
สิ่งแรกที่เห็นก็สะดุดตากับผลงานศิลปะมูลค่า 48 ล้านบาท นั่นคือ "เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร" หรือมีชื่อฝรั่งว่า "Scene of the Churning of the Milk Ocean" มองผ่านๆดูเหมือนเทวดากับยักษ์กำลังแข่งชักเย่อกันในงานกีฬาสี แต่จริงๆแล้วมันมีที่มาเป็นเรื่องเป็นราวเชียวน้า
เรื่องมันมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว "สวรรค์" ที่พวกเรารู้จักกันดีนั้น ไม่ได้เป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดานางฟ้าหรอกนะ แต่เป็นที่อยู่ของพวก "ยักษ์" หรือเรียกว่า "อสูร" ต่างหากล่ะ
มีอยู่วันนึงเหล่าเทวดาก็ออกอุบาย รวมตัวกันใส่เสื้อสีทองแล้วไปยึดสวรรค์ ไม่ได้ยึดเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนะครับ แต่ยึดสวรรค์เพื่อเอามาเป็นที่อยู่ของตน ทำให้พวกยักษ์อสูรโกรธแค้นมาก เจอเทวดาเมื่อไร ซัดกันนัวเมื่อนั้น
วันนึงพระอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ของเหล่าเทวดาก็ดันไปทำให้ฤาษีท่านนึงโกรธ ฤาษีหยิบไม้เท้ามาร่ายคาถา "วิงกาเดียมลาลีโอซา" แปลเป็นไทยได้ว่า "พวกเทวดาจะต้องต้องรบแพ้พวกยักษ์ทุกครั้งตลอดไป"
เมื่อโดนสาปอย่างนี้ งานเลยเข้าเหล่าเทวดาเลย รบร้อยครั้งแพ้ทั้งร้อยครั้งอย่างนี้ก็ไม่ไหว พระอินทร์เลยโทรไปปรึกษาพระนารายณ์ว่าทำยังไงกันดี
พระนารายณ์แนะนำว่า บนสวรรค์มีทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้ากวนน้ำทะเลแห่งนี้จะได้น้ำนมซึ่งเป็นน้ำอมฤตที่กินแล้วทำให้มีชีวิตเป็นอมตะ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกลัวพวกยักษ์แระ แต่พิธีการนี้ยุ่งยากมาก ต้องไปนำภูเขามันทรคีรีมาปักกลางทะเลน้ำนม ใส่สมุนไพรสวรรค์ แถมยังต้องไปขอร้องพญานาควาสุกรีมาขดรอบภูเขาเป็นสายชักแล้วออกแรงกวน ดึงไปดึงมาเคี่ยวจนได้น้ำอมฤต
เหล่าเทวดาปรึกษากันแล้วว่าทำกันเองไม่ไหวแน่ๆ เลยไปหลอกพวกยักษ์ว่า ให้มาช่วยกันกวน แล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้กิน ยักษ์ก็แอ๊บแบ๊วหลงเชื่ออย่างง่ายดายมาช่วยกันกวนกันใหญ่
จะสังเกตได้ว่าพวกยักษ์ดึงทางหัวของพญานาค นี่ก็มีที่มาเหมือนกัน อย่างที่เรารู้ๆกันว่า พญานาคมีพิษสามารถพ่นไฟได้ เหล่าเทวดากลัวว่าขณะที่กำลังดึงๆกันอยู่ พญานาคจะพ่นพิษใส่ เลยออกอุบายให้พวกยักษ์ไปดึงทางหัวนั้น โดยหลอกว่า "ใครเก่งให้ไปดึงทางหัว" พวกยักษ์ก็แอ๊บแบ๊วอีก มั่นใจว่าตัวเองเก่งก็เลยไปดึงทางหัวกันใหญ่ เหล่าเทวดาก็แอบยิ้มที่มุมปากแล้วไปดึงทางหางอย่างสบายใจ (ตัวร้ายใช้กลโกงเรียกว่า "เจ้าเล่ห์" พระเอกใช้กลโกงเรียกว่า "มีไหวพริบ")
หลายพันปีผ่านไป เทวดาและยักษ์ต่างก็ช่วยกันกวนทะเลน้ำนมให้เข้ากับสมุนไพรสวรรค์ นานๆพญานาคเวียนหัวก็พ่นพิษพ่นไฟใส่พวกยักษ์บ้าง หมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆกัน
เทพสีม่วงที่ยืนอยู่นี้คือ "พระอิศวร" เล่ากันว่าครั้งนึงพญานาคเวียนหัวจัดจึงพ่นพิษครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำร้ายสรรพสัตว์บนโลก ร้อนถึงพระอิศวรที่ต้องลงมาช่วยดูดซับพิษครั้งนี้ พิษครั้งนี้รุนแรงมาจนเผาพระศอ (คอ) พระอิศวรจนเป็นสีดำ สีดำเลยกลายเป็นสีของความรักในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ส่วนพิษกระเด็นไปโดนพวกงูทำให้งูเป็นเป็นสัตว์ที่มีพิษจนทุกวันนี้
ส่วนที่ใต้ของขดพญานาคจะเห็นว่ามีเต่ายักษ์อยู่ตัวนึง (เห็นมั้ย สีเหลืองๆ) เล่ากันว่าเหล่าเทวดากับยักษ์ดึงกันไปดึงกันมาจนภูเขาลูกนี้แทบทะลุพื้นสวรรค์ พระอินทร์ในฐานะที่เป็นต้นคิดจึงออกมาแสดงสปิริตโดยการอวตารเป็นเต่ายักษ์รองรับภูเขาลูกนี้ไว้ไม่ให้ทะลุไปยังพื้นโลก
อีกหลายพันปีผ่านไป เหล่าเทวดากับยักษ์ก็กวนน้ำทะเลให้เข้ากับสมุนไพรสวรรค์จนเป็นสีขาวข้นๆเหมือนน้ำนม เย้ๆ ในที่สุดก็ได้น้ำอมฤตที่ต้องการแล้ว
พวกยักษ์เหนื่อยอ่อนกว่าเหล่าเทวดาหลายเท่าเพราะว่านอกจากต้องออกแรงฉุดแล้วยังต้องเผชิญกับพิษของพญานาค (เล่นไปดึงตรงหัวเค้านี่ มีตั้ง 3 หัวแน่ะ) ส่วนเหล่าเทวดาดึงตรงหางเลยไม่ค่อยเหนื่อยซักเท่าไร ตอนที่น้ำอมฤตนี้แล้วเสร็จ ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือเหล่านางฟ้าแสนสวย
พวกยักษ์เห็นเหล่านางฟ้า ก็รีบวิ่งไปไล่จับกันอย่างเมามัน (น่าจะเป็นที่มาของคำว่า "เจ้าชู้ยักษ์") ส่วนเทวดาก็ย่องมาต่อแถวกินน้ำอมฤตกัน
อย่างไรก็ตามมียักษ์ตนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจกับเหล่านางฟ้าคนสวย เลยปลอมเป็นเทวดามาเนียนร่วมกินน้ำอมฤตด้วย ยักษ์ตนนั้นชื่อว่า "อสุรินทร์ราหู" เป็นยักษ์ตนเดียวที่กินน้ำอมฤตอย่างสบายอกสบายใจ
ตอนนั้นเองพระอาทิตย์กับพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้า เลยไปฟ้องพระนารายณ์ว่า เจ้ายักษ์ราหูเนี่ยมาเนียนกินน้ำด้วย พระนารายณ์จึงขว้างจักรใส่เจ้ายักษ์ราหูจนตัวขาดเป็นสองท่อน แต่เนื่องจากเจ้ายักษ์ราหูกินน้ำอมฤตไปแล้วเลยไม่ตาย จึงพาร่างครึ่งท่อนบนหนีไป
ราหูโกรธพระอาทิตย์กับพระจันทร์มาก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราหูเจอทั้งสองนี้ก็จะจับกินทันที แต่เพราะว่าราหูมีแค่ครึ่งท่อนบนพอกินทางปากเสร็จ พระอาทิตย์กับพระจันทร์ก็ออกทางท้องได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นที่มาของตำนาน "ราหูอมจันทร์" หรือจันทรคราสและสุริยคราสนั่นเอง
น้ำอมฤตที่เหลือ พระอินทร์ได้นำไปเก็บรักษาไว้บนสวรรค์และไม่มีผู้ใดได้แตะต้องมันอีกเลย (อุตส่าห์กวนกันตั้งนานนะ สุดท้ายรู้สึกไม่ค่อยได้อะไรเลยแฮะ 55+) สงสารพวกยักษ์จริงๆ ไปช่วยกวนตั้งนานสุดท้ายไม่ได้อะไรเลย เกิดเป็นตัวร้ายก็อย่างนี้แหละ ต้องทำใจ
เค้าโครงที่มา : http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=3644
การตรวจที่แสนเข้มงวดของสนามบิน
หลังจากที่เดินผ่านรูปปั้นยักษ์ ก็เดินไปตามทางที่มีร้านสินค้าปลอดภาษีอยู่เต็มไปหมด จนถึงประตูทางออก
ตรงจุดนี้เป็นจุดที่มีการตรวจกระเป๋าที่จะเอาขึ้นเครื่องซึ่งมีการตรวจที่ที่เข้มงวดมากๆๆๆๆๆ
ตอนที่ผมเดินผ่าน มีพนักงานสาวคนนึงถามผมว่า "มีของเหลวมั้ยคะ"
เอ่อ เป็นประโยคคำถามที่ฟังแล้วประหลาดพิกลยังไงไม่ทราบ อยู่ดีๆมีคนมาถามว่า "มีของเหลวมั้ย" ของเหลวอะไรวะ ตอนนั้นผมก็งงๆ แต่ก็ส่ายหน้าไปตามสัญชาตญาณ
จริงๆแล้วในกระเป๋าผมมีขวดยาดมแปะพวยอิ๊วซึ่งเป็นของเหลว แต่ผมก็เนียนๆไปดูว่าเค้าจะจับได้รึเปล่า
ปรากฎว่าพอผมส่ายหน้า พี่สาวคนนั้นก็ไม่ได้ค้นอะไรอีก ผมเดินเอากระเป๋า มือถือและเข็มขัดผ่านเครื่องสแกนอย่างสบายๆ มุ่งหน้าสู่ทางออกที่.....(เอ่อ ทางออกที่เท่าไรจำไม่ได้แฮะ)
วันนั้นเครื่องดีเลย์นิดหน่อย ออกตอน 5 ทุ่ม ผมเดินขึ้นเครื่อง นั่งลงที่ seat อย่างตื่นเต้น เครื่องบินเคลื่อนช้าๆไปตามรันเวย์ แล้วค่อยๆเร่งแรงขึ้น เงยหัวเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละน้อย
บั๊บบาย ประเทศไทย

#1 By waven on 2009-04-18 11:52