อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น#12 รถไฟชินคันเซ็น
posted on 25 May 2009 12:26 by dekwad in Enjoy-in-Japan
มื้อสุดท้ายที่ซูกาโม่
หลังจากเดินทางข้ามมิติกับ "ซามูไรหน้ามน" กันอย่างสนุกสนานเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว
วันนี้จะเป็นการเดินทางแบบชิวๆ ไม่ต้องขำขันอะไรมากกันบ้าง
หลังจากออกจากเอโดะวันเดอร์แลนด์ พวกเราก็มารอรถไฟเพื่อเดินทางกลับที่พักเมืองซูกาโม่
ระหว่างที่รอนั้น ก็นั่งหย่อนเท้าลงแช่น้ำแร่ร้อนกันซะหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงนิกโก้
เมือง Nikko ขึ้นชื่อเรื่องน้ำแร่อยู่แล้วครับ
น้ำพวกนี้มันจะร้อนมากกกกกกกกกก
เราแทบไม่สามารถเอาเท้าแช่ลงไปในครั้งเดียวได้
ต้องค่อยๆเอาเท้าขึ้นลง ปรับอุณหภูมิกันหน่อย
แต่ผมไม่ได้แช่เท้ากับเค้านะครับ กลัวพอหย่อนตีนลงไปแล้วน้ำเค้าสกปรก
ล้อเล่นครับ แผลที่เล็บนิ้วก้อยยังไม่หายดีต่างหาก น่าสงสาร T T
แต่วันหลังๆ ผมได้มีโอกาสไปแช่บ่อน้ำร้อนรวมด้วยครับ ที่เรียกว่า "ออนเซ็น"
ตั้งใจตั้งชื่อเรื่องว่า "ล่อนจ้อนที่ออนเซ็น"
(อ่านชื่อเรื่องแล้วกรุณาเช็ดน้ำลายด้วย)
ติดตามชมนะครับ น่าจะประมาณ อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น#40 อ่ะ ผมว่า 55+
พวกเราใช้เวลาในการเดินทางกลับนานถึง 3 ชั่วโมง
สาเหตุเพราะว่าน่าจะขึ้นรถไฟแบบ local คือมันจอดหลายสถานีมาก แถมยังจอดแช่อีกต่างหาก
เล่นเอาเซ็งกันเลยทีเดียว
แต่ไม่เป็นไร ยังไงเราก็หลับกันอยู่แล้วล่ะ บ่นไปทำไม 55+
พอถึงสถานีซูกาโม่ ผมก็รีบขึ้นห้องทันที เพราะว่าเหนื่อยมากกกกกกก
พอเห็นทีวีก็เริ่มมีความคิดบางอย่างเกิดขึ้น
อุ๊ยชุดดำ : เฮ้ย เมิงอยากดู AV (อะเด้าวีดีโอ) แบบออริจินัลรึเปล่า ลงไปจ่ายแค่ 200 เยนเองนะ
อุ๊ยชุดขาว : ดูทำไมหนอ ดูแล้วได้ประโยชน์อะไรหนอ ตั้ง 200 เยนแน่ะ 80 บาทเชียวน้า
อุ๊ยชุดดำ : เอาน่า ดูเป็นประสบการณ์ จะได้กลับไปเล่าให้เพื่อนฟังได้ว่าเราเคยมาดูของจริงที่นี่
อุ๊ยชุดขาว : ของจริงหรือของปลอมมีข้อแตกต่างอันใด
อุ๊ยชุดดำ : ปกติเห็นแต่ใน VCD นะเฟร้ย แต่นี่มันของต้นตำรับเลยน้า
อุ๊ยชุดขาว : อืมมมมม (เริ่มอ้ำอึ้ง)
อุ๊ยชุดดำ : เอาน่า นี่คืนสุดท้ายที่นี่แล้วนะ
อุ๊ยชุดขาว : แต่ยังไงเราก็คิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอยู่ดี เอางี้มั้ยเรามาเป่ายิงฉุบกัน
อุ๊ยชุดดำ : ได้ๆ
ยังยิงเยา ปั๊กกะเป้า ยิ๊งงงงงงงง ฉุบ
อุ๊ยชุดขาว : เย้ๆ เราชนะ ท่านต้องทำตามคำสั่งเรา ห้ามดู AV เด็ดขาด
อุ๊ยชุดดำ : เออ ก็ได้วะ เชอะ
อุ๊ยตัวจริง : เอาน่า ไม่ต้องทะเลาะกัน เอาเป็นว่าเอาไว้ดูโรงแรมหน้าแล้วกันเนอะ พบกันครึ่งทาง
อุ๊ยชุดขาว / อุ๊ยชุดดำ : ได้ๆๆ
ปิ๊ง!! อุ๊ยชุดขาวและอุ๊ยชุดดำหายตัวไป
(จะตัดสินใจอะไรแต่ละอย่างมันลำบากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย)
สรุปว่าผมไม่ได้ดูนะครับ
จริงจริ๊งงงงงง
ตอนนั้นผมก็นั่งมาคิดว่า คืนสุดท้ายแล้ว เราจะทำอะไรดี
นึกได้ว่าเคยไปสัญญากับแม่ค้าขายปลาดิบว่าจะกลับไปซื้อ
พอนึกถึงปลาดิบปุ๊บ น้ำลายนี่มาจากไหนไม่รู้ ไหลย้อยเชียว
นึกถึงปลาดิบเนื้อหวานแบบออริจินัล จิ้มกับวาซาบิ ค่อยๆเอาเข้าปาก เคี้ยวๆ แล้วกลืน
อื้มมมม สวรรค์จริงๆ
ว่าแล้วไอ้อุ๊ยก็ไม่รอช้า ออกจากโรงแรมแล้วเดินลากขาไปที่ร้านปลาดิบนั้นทันที
พอถึงร้านปุ๊บ ผมก็ตกใจเป็นอย่างมาก
พระเจ้า!!!!!!!!!!!!!!!!!
ปลาดิบทุกชุด ลด 30% !!!!!
อยากจะโห่ร้องด้วยความยินดีเป็นภาษาไทย
โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ โหยยยยยย
ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววว (หิว)
(เอ่อ มึงจะโห่ทำไม ลูกใครบวชไม่ทราบ)
ผมซื้อมาทั้งหมด 3 ชุด หมดไป 2000 กว่าเยน แต่ก็ถือว่าถูกนะสำหรับราคาสินค้าที่นั่น
แล้วก็ไม่ลืมที่จะหยอดตู้น้ำเอาเป๊บซี่กระป๋อง ราคา 110 เยน มากินคู่กัน
ผมรีบวิ่งกลับโรงแรมด้วยความหิวโหยยยยยยย
ฮิ้ววววววววววววววววววววววว
ไอ้บ้า ไม่ต้องฮิ้วแล้ว จะฮิ้วทำอะไรบ่อยๆ
เปิดถุงออกมา ก็เห็นภาพนี้
ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว ว้าววววววววววว
ข้าวปั้นหน้าปลาดิบชุดใหญ่ 2 ชุด
ข้าวปั้นหน้าปลาอีก 1 ชุด
เป๊ปซี่เย็นฉ่ำถึงขั้วปอดอีก 1 กระป๋อง
แม่เจ้าาาาาาาา
มีมื้อไหนที่จะโออิชิไปกว่านี้มั้ยครับ คุณผู้ชม
ภาพมัวไปหน่อยนะครับ ตอนนั้นหิวจนมือสั่น
ผมค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาดิบทีละชิ้น
จุ่มในซอสโชยุ ที่เต็มไปด้วยวาซาบิแบบญี่ปุ่นของแท้
ผมค่อยๆ ยกมันขึ้นมา แล้วเอาเข้าปากช้าๆ
ความเค็มมาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วตามด้วยความเผ็ดจี๊ดกระโหลกของวาซาบิ
(วาซาบิที่ญี่ปุ่นเผ็ดสู้บ้านเราไม่ได้เลย คีบกินเปล่าๆยังได้อ่ะ)
พอสิ้นรสชาติพวกนั้น ความหอมหวานของเนื้อปลาสดๆ ก็เข้ามาแทนที่
ผมค่อยๆเคี้ยว ซึมซับทุกรสชาติของอาหารมื้อนี้
อมเอาไว้ กลั้วๆ แล้วก็กลืน
(เริ่มน่ากิน จบทุเรศ)
พอจานตรงหน้าว่างเปล่า ผมค่อยๆดื่มเป๊ปซี่เย็นๆตามเข้าไป
มันเย็นไปถึงขั้วปอดเลย คุณผู้ชม
ช่างเป็นมื้ออาหารที่วิเศษจริงๆ
หมดแบบไม่เหลือซาก
ผักปลงผักปลอม แดกเข้าไปหมด (ล้อเล่น)
ผมทานแค่ครึ่งเดียวครับ อีกครึ่งผมเก็บไว้ทานพรุ่งนี้เช้า ก่อนออกเดินทาง
(โอย เล่าแกล้งให้คนอื่นหิว เลยหิวเองเลยเนี่ย)
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของผมในโตเกียวแล้วครับ
เลยเตรียมตัวเก็บของที่ทิ้งไว้อย่างกระจัดกระจาย ถุงเท้าอยู่ทางซ้าย กางเกงในอยู่ทางขวา
ล้อเล่นครับ ผมไม่ได้ซกมกขนาดนั้น
แล้วก็ไม่ลืมที่จะเก็บอุปกรณ์อาบน้ำต่างๆ เช่น สบู่ หมวก มีดโกน ฯลฯ ในห้องน้ำ ตามประสาคนไทยแท้
พอเก็บข้าวของและอาบน้ำเสร็จ ผมก็นอนบนเตียงอันอุ่นนุ่ม หลับตาลงอย่างอ่อนล้า
แกะตัวที่หนึ่งกระโดดข้ามรั้ว
แกะตัวที่สองกระโดดข้ามรั้ว
แกะตัวที่สามกระโดดข้ามรั้ว
แกะตัวที่สี่กระโดดข้ามรั้ว
อุ๊ยชุดดำ : นี่ๆ ไม่ดู AV จริงๆเหรอ 200 เยนเองนะ
อุ๊ยตัวจริง : ไอ้บ้า กูจะนอน
มุ่งหน้าสู่ "ฮาโกเน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น
เอ้ก อี๊ เอ้ก เอ้ก
เอ่อ นี่ญี่ปุ่นนะ ไม่ใช่กุฏิพระ มีกงมีไก่มาขันด้วย
วันนี้ผมตื่นแต่เช้า แปรงฟัน แต่ไม่ได้อาบน้ำ (จริงๆแล้วไม่เคยอาบน้ำตอนเช้าเลยเพราะว่าหนาว 55+) ผมรีบหม่ำ ข้าวปั้นปลาดิบที่เหลือจนอิ่มหนำ ท้องอิ่มก็พร้อมเดินทาง
วันนี้พวกเราต้องขนของอพยพย้ายถิ่นกันครับ
ต้องจากโตเกียวเมืองซิวิไลซ์ ไปยังเมืองโอซาก้า (เป็นยังไงก็ไม่รู้)
แต่ระหว่างทาง เราจะแวะเที่ยวที่ Hakone กันก่อน แล้วค่อยไปพักที่ชินโอซาก้าตอนค่ำๆ
ที่ตื่นเต้นที่สุดในวันนี้ก็คือ การจะได้นั่งรถไฟ "ชินคันเซ็น" รถไฟหัวจรวดแห่งประเทศญี่ปุ่น
เป็นรถไฟที่ออกเสียงยากมากครับ
แม่ผมเคยถามว่า "ได้นั่งรถไฟ 'กินกันเซ็ง' มั้ย"
ผมก็ตอบว่า "แม่ รถไฟนะ ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยว มากินแก้ซง แก้เซ็งเนี่ย"
แต่ผมเองก็พยายามหลีกเลี่ยงการออกเสียงชื่อรถไฟนี้เหมือนกัน กลัวออกเสียงผิด อายเค้า 55+
ถึงแล้ว จุดจำหน่ายตั๋วกินกันเซ็ง เอ้ย ชินคันเซ็น
ถ้าจำไม่ผิด ที่นี่น่าจะเป็นเมืองชินากาว่านะ
เอาเถอะ จำไม่ค่อยได้เพราะว่ามันนานมาแล้ว
อย่ารื้อฟื้นถึงความหลังเลยแล้วกัน 55+
วันนี้เราจะได้ใช้ตั๋ว JR Rail Pass
ราคา 10000 นิดๆ แต่ใช้ขึ้นรถไฟสาย JR ขบวนไหนก็ได้ ได้ถึง 7 วันเลยทีเดียว
คุ้มจริงๆ
โปรดโฟกัสสายตา ที่ทางขวาของภาพ ขอบคุณครับ
Shinkansen series N700
มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป
(เอิ่ม นี่รถไฟนะคุณ)
โฉมหน้ารถไฟหัวจรวด "ชินคันเซ็น"
เป็นรถไฟที่มีขบวนยาวมากกกก
ถ้ายืนที่หัวขบวน เราไม่สามารถมองเห็นท้ายขบวนได้เลย เชื่อมะ
(เพราะสายตาสั้น)
ล้อเล่น!!
ขบวนยาวจริงๆครับ กลับมอง BTS บ้านเรา สั้นเป็นแหนมตุ้มจิ่วเลยทีเดียว
แต่งตัวเท่มาก
ชาญี่ปุ่นของแท้
ชาบ้านเค้าไม่เหมือนบ้านเราเลยนะ
ของเค้าเป็นชาจริงๆจังๆ
แต่ของเราเป็นน้ำผลไม้ที่ใส่ใบชา
บรรยากาศชิวๆ บนรถไฟ
ไฮโซมากครับ เหมือนนั่งอยู่บนเครื่องบินเลย
กระเป๋าคู่ชีพ
ข้างในมี Passport ของพวกเราทั้ง 16 ชีวิตอยู่
หายไปนี่ เป็นต่างด้าวอพยพแน่ๆ
ระหว่างทาง ได้เห็นกับ "ภูเขาไฟฟูจิ" เป็นครั้งแรกด้วยครับ
เห็นมั้ย ก้อนขาวๆอ่ะ
ถ้าไม่เห็นมาดูกันชัดๆ
ตั้งเด่นเป็นสง่าจริงๆ
เป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดเวลา
น่าเสียดายมากครับ ที่คราวนี้ผมไม่ได้ไปเที่ยวที่ฟูจิเนี่ย
ได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ (อย่างห่วงๆ)
ที่ไม่ได้ไปก็เพราะว่า เค้าบอกว่ามาช่วงนี้แล้วเห็นฟูจิซังไม่ชัด
(แต่เค้าที่บอก นี่เป็นใครก็ไม่รู้นะ)
พวกเราเลยตัดที่นี่ออกไปจากแผนการเดินทางเลยครับ T T
ถึงแล้วครับสถานี Odawara
ที่ที่เราจะมาฝากสัมภาระกันก่อน
แล้วค่อยต่อรถ มุ่งหน้าสู่ฮาโกเน่
แอบถ่ายลูกสาวใครก็ไม่รู้
โอ้ มาย ก๊อด!!!
พนักงานสถานีรถไฟน่ารักโคตร มีลักยิ้มด้วย
แต่ทำงานเกี่ยวกับรถไฟเนี่ย
ท่าทางจะ "สับราง" เก่งน่าดู
ฮิ้วววววว
แต่น่ารักขนาดนี้ เด็กวัดคนซื่อก็ยอมเป็นหนึ่งในขบวนรถไฟนะคร้าบ
บรรยากาศภายในสถานี
อยากให้เห็นเรื่องแฟชั่นการแต่งตัวของเค้าเฉยๆครับ
ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยจริงๆ
พวกเราตั้งใจว่าจะฝากกระเป๋าสัมภาระทั้งหลายไว้ที่ล๊อกเกอร์ในสถานีนี้
แต่ล๊อกเกอร์ทั่วทุกจุดเต็มหมดเลยครับ
เลยต้องแก้ไขโดยวิธี..........
ให้น้องสาวคนนึงเฝ้าของไว้ครับ เธอมีประสบการณ์ในแดนซากุระมาก่อน
เผื่อมีตำรงตำรวจมาจับ จะได้คุยกันรู้เรื่อง
เธอเสียสละไม่ไปเที่ยว แล้วนั่งเฝ้าของเป็นเวลาหลายชั่วโมง ถือว่าใจมากๆ
เราทุกคนขอดื่มให้เธอกึ๊บนึง
เธอเป็นชาวหมู่บ้าน exteen ด้วยนะครับ
ถ้าใครสนใจเรื่องคอสเพล แวะเข้าไปเยี่ยมชมบล๊อคเธอได้ที่นี่ http://jkjinny.exteen.com/
ห้องนั่งรอรถไฟ Waiting room ครับ
พวกเราเข้าไปรอทีไร คนเดินหนีออกหมดเลย 55+
รถไฟอะไรก็ไม่รู้ 55+
ผจญภัยใน Hakone เมืองแห่งขุนเขาและน้ำร้อนธรรมชาติ
ฮาโกเน่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย
ผมว่าหลายคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่น่าจะพลาดที่นี่นะครับ เพราะเป็นที่นิยมเหลือเกิน
อากาศบนนี้ดีมากๆ มาพักซักคืนนึง ก็น่าจะเที่ยวได้เต็มอิ่มแล้ว
การเดินทางเที่ยวที่นี่ ต้องใช้พาหนะหลากหลายรูปแบบมากครับ มีทั้งรถไฟคลาสสิคไต่เขา รถรางขึ้นเขา กระเช้าลอยฟ้า เรือล่องทะเลสาบ ฯลฯ ถือเป็นการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่อีกแบบนึง
แนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ Free Pass บัตรที่สามารถขึ้นลงพาหนะเหล่านี้ได้ 1 วัน จะประหยัดเงินได้มาก
การเริ่มต้นจากสถานี Odawara นั้น ต้องนั่งรถไฟ Odakyu มาลงที่สถานี Hakone - Yomoto ก่อน
ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที
แล้วก็ไปต่อรถไฟไต่เขาสุดคลาสสิค ที่วิ่งหน้าถอยหลังไปตามราง เพื่อขึ้นไปยังส่วนบนของภูเขา
รถไฟขบวนแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมที่นี่ครับ
ดูภายนอกคลาสสิคมากๆ ดูไม่น่าขึ้นเขาได้จริงๆ
อย่างที่เคยบอกไป
พี่ยุ่นเค้าไม่พอใจภูเขาลูกไหน พี่แกเจาะเป็นอุโมงค์หมด
ค่อยๆไต่เขาขึ้นเรื่อยๆ สนุกมากครับ
เนื่องจากที่เค้าจำกัด ไม่สามารถทำรางเป็นวงโค้งได้
เลยใช้วิธีทำรางเป็นเส้นตรง แต่ให้วิ่งหน้าถอยหลังขึ้นไปแทน
งงมะ ผมก็งงเหมือนกันแหละ อธิบายไม่ถูก
เอาเป็นว่ามันเดินหน้าขึ้นไปสุดทางปุ๊บ
มันก็เปลี่ยนรางแล้วถอยหลังขึ้นเขาไปอีก
ขึ้นไปเรื่อยๆอ่ะ
ถ้ายังไม่เข้าใจ ไว้ไปเที่ยวเองแล้วกันเนอะ
จะได้เห็นภาพ 55+
เมื่อกี้ลุงอธิบายอะไรเหรอ
(แม้แต่เด็กยังงง)
เรียกพี่ก็พอจ้ะ
ผมแวะลงที่สถานี Chokoku - no -mori
เพื่อแวะเที่ยว The Hakone Open-Air Museum
(พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้ง)
เอนทรี่หน้าผมจะพาทุกคนเที่ยวชมผลงานศิลปะ
ผมจะสอนให้ทุกคนรู้ว่า "ศิลปะคืออะไร"

อย่างงี้ก็เอา่ค่ะ
ซูชิน่ากินจังเลยยยย
โฮกกกกกกกกกก หิววว อาหาร
#1 By Tammada on 2009-05-25 12:41