ล่องใต้กับนายอุ๊ย#1 โรงเตี๊ยมอยู่ไหน!!
posted on 19 Jun 2009 00:44 by dekwad in Travel-With-Oui
สวัสดีครับ ทุกๆคน
เด็กวัดจอมทะเล้นกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปนานมากเลยทีเดียว
ที่ผมหายไป ไม่ใช่ว่าจะไม่รักนะครับ
แต่ว่าช่วงนี้มีรายงานเยอะจริงๆ ต้องทำกันทั้งวันทั้งคืน ตาคล้ำเป็นลูกแพนด้าน้อยแล้วเนี่ย (เปรียบเปรยน่ารักมากๆ)
ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ยังไม่รวมงานรักนะเนี่ย
ถ้ามีงานรักอีก คงงานเข้าแน่ๆ 55+
ช่วงนี้เห็นกิจกรรมปลูกต้นไม้ June Write แล้วอดอิจฉาเพื่อนๆหลายคนไม่ได้
ดอกไม้บานสะพรั่งกันเกือบทุกบล๊อค บางคนมีครบทั้ง 19 ชั้น ดอกไม้บานสะพรั่งทั้ง 95 ดอก
เหลือบดูของผมเอง
10 ดอกถ้วนเลยครับ
ดอกช่างเยอะอะไรเช่นนี้ น่าจะมีรางวัลดอกไม้น้อยบ้างเนอะ ผมคงได้คนแรกเลย
ขอกราบขออภัยเวบมาสเตอร์แชมป์และผู้ร่วมคิดกิจกรรมนี้ขึ้นมาทุกท่านนะครับ ที่ทำให้ผิดหวัง
เค้ามีกิจกกรมนี้ไว้ ให้พวกเราอัพบ่อยขึ้น มึงเจือกอัพน้อยลงซะงั้น (3 เอนทรี่)
ถ้ามีคนอย่างผมซัก 75 คน คนคิดโครงการนี้คงนอนร้องไห้แน่ๆ 55+
(ผมไม่ว่างจริงๆครับ)
วันนี้ผมจะขอพักซีรี่ย์สุดฮา "อารมณ์ดีที่ญี่ปุ่น" ไว้ก่อน
เพราะผมมีโปรเจคใหม่ครับ "ล่องใต้กับนายอุ๊ย"
สืบเนื่องมาจาก ผผมเพิ่งกลับจากทริปล่องใต้เมื่อซักสองสามอาทิตย์ที่แล้ว ประทับใจมากๆครับ เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังก่อน
ถ้ารอให้เล่าเรื่องญี่ปุ่นเสร็จก่อนนั้น ผมว่าคงอีกนานนนนน ไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี
ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยเนอะ
ทริปนี้เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนเก่าคณะบัญชีฯ จุฬาฯ ที่ไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำทุกปี
โดยปีแรกหลังจากที่เรียนจบ ก็ไปดูดอกไม้ที่เชียงใหม่กัน ปีต่อมาเกาะนางยวน และปีนี้ก็ได้กลับมาล่องใต้กันอีกครั้ง
ปีที่แล้วที่เพื่อนๆไปเกาะนางยวนกัน ผมไม่ได้ไปครับ เนื่องจากตอนนั้นผมอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสด์
ตอนนั้นไม่มีคนชื่ออุ๊ย มีแต่ท่านสิริปัญโญที่ตัดขาดจากทางโลกอยู่
ปีนี้ ลาสิกขาออกมาแล้วก็เลยไม่พลาดที่จะกลับไปร่วมเดินทางท่องเที่ยวกันอีกครั้ง
บางคนอาจจะคิดอิจฉาว่า "เฮ้ย อุ๊ยแม่งไปกับเพื่อนบัญชี สาวเยอะแน่เลย 4 คนโอบซ้าย อีก 4 คน โอบขวา"
ขอให้ทุกคนพร้อมใจกันถอนความอิจฉานั้น ณ บัดประเดี๋ยวนี้
ทริปนี้มีทั้งสิ้น 9 ชีวิต ประกอบด้วยเพศที่มีอัณฑะ (เพศชาย) 6 คน (มึงจะพูดให้ยากทำไม)
ส่วนที่เหลืออีก 3 คน เป็น "ผู้หญิงแรงๆ" 55+
ภาพสาวบัญชีน่ารักๆ กรี๊ดกร๊าดกันตอนใส่บีกินี่เล่นน้ำนั้น ขอให้ลบออกไปจากซีรีบรัมสมองได้เลยครับ
เอาล่ะ ก่อนอื่น ผมขอเล่าคร่าวๆก่อนว่าผมไปไหนมาบ้าง
ทริปครั้งนี้พวกเราไปกัน 4 วัน 4 คืน เดินทางไปตอนคืนวันศุกร์ด้วยรถตู้ ถึงที่เขื่อนรัชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน = กุ้ยหลินเมืองไทย) นอนคืนแรกที่แพ 500 ไร่ ในตัวเขื่อนนั้นเอง
วันที่ 2 เราเดินทางไปเขาสก ไปพักที่รีสอร์ทภูผาและลำธาร นอนกันอีก 1 คืน
วันที่ 3 เราไปเที่ยวเขาหลัก (ที่โดนสึนามิ) ไปนอนอกสั่นขวัญผวากัน 1 คืน
ส่วนวันที่ 4 เราเลยไปเทียวที่เกาะภูเก็ต แล้วกลับด้วยสายการบินแอร์เอเชียตอน 5 ทุ่ม
เรียกได้ว่าเที่ยวกันเต็มอิ่มเลย
ทราบมั้ยครับว่าค่าใช้จ่ายทั้งทริปคนละเท่าไร
ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ 55+
ย้อออออออออออออออ เย่น
ประมาณไม่เกิน 6000 บาทเท่านั้นเอง
ถือว่าถูกมากกกกกกกกกกกกกกก เพราะที่พักแต่ละที่ก็หรูหราไฮโซโก้เก๋ ซึ่งผมจะพาไปเจาะลึกทุกที่เลยครับ
เริ่มต้นที่จามสแควร์
เอาล่ะ เริ่มเลยแล้วกันเนอะ
ทริปนี้เป็นการเที่ยวที่ผมใจดอ เอ้ย ใจคอไม่ค่อยดีเลยครับ
เพราะก่อนที่จะไป มักจะมีบทสนทนาประมาณว่า
เพื่อน : "เฮ้ย อุ๊ย อาทิตย์นี้มึงไปเที่ยวไหนวะ"
อุ๊ย : "ไป เขาสก ว่ะ"
เพื่อน : "อ้าว ไป เผาศพ ใคร"
ผมเจอบทสนทนาอันเป็นสิริมงคลต่อทริปอย่างนี้บ่อยมาก ประมาณเกือบทุกวัน จนผมรู้สึกว่า "เฮ้ย จะไปดีเปล่าวะ"
แต่ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรหยุดยั้งผมจากทริปครั้งนี้ได้
พวกเรานัดกันวันศุกร์ 3 ทุ่มครึ่ง ที่จามจุรีสแควร์
จามตจุรีสแควร์หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า "จตุรัสจามจุรี" (ชื่อเหมือนจะไปเรียกร้องประชาธิปไตยยังไงไม่รู้) เป็นห้างสรรพสินค้าข้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ตรงข้ามสามย่านและหัวลำโพง สามารถลงรถใต้ดินได้ที่สถานีสามย่าน
พอแระ ไอ้เราก็ไมได้ค่าโฆษณาอะไร Present ซะเอาจริงเอาจังเชียว
พอมาถึง ทุกคนก็ต่างทำตัวตามสบายประหนึ่งว่า ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของพวกเรา
มีทั้งร้องเพลง เล่นกีตาร์ เปลี่ยนชุดเล่นน้ำ ชาร์ตมือถือ ฯลฯ ใครอยากทำอะไรก็ทำแบบไม่สนใจชาวบ้านชาวช่อง
ถ้าเป็นดาราคงเรียกได้ว่า "ไม่แคร์สื่อ"
แต่ละคนแนวจริงๆ
กว่าเพื่อนๆจะมาครบกันทุกคน กว่าจะฉี่กันเสร็จครบทุกคน กว่าจะทำโน่นทำนี่เสร็จก็ปาไปเกือบ 4 ทุ่ม ถึงจะได้ออกเดินทางกันได้
เพื่อนๆที่ไปด้วยกันคราวนี้
แต่ละคนแนวมะ เหมือนอยู่บ้านตัวเองเลย
ไอ้อิ๋ม เป็นออดิดเตอร์ทำงานบริษัท Price waterhouse cooper
มาชาร์ตแบดมือถือที่เสาสาธราณะกลางจามจุรีสแควร์
คืนแรกบนรถตู้
เราเริ่มต้นกิจกรรมแรกบนรถตู้ด้วยการดูหนังครับ
แต่ไม่ใช่หนังรางวัลออสสะการ์และไม่ใช่หนังดีเมืองคานส์
แต่เป็นหนังเรื่อง "ไอ้แมลงปอ" (แถมพากย์ไทยด้วยนะ)
เป็นหนังที่ทุเรศมากครับ เลียนแบบเรื่อง Spider Man
น่าจะเป็นหนังที่ไว้เปิดบนรถฉิ่งฉับทัวร์เวลาออกต่างจังหวัด
ผมเพิ่งรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย อย่าลืมหามาดูนะครับ ฮามากกกกกกกกกก
กลับมาที่การนั่งรถตู้
ผมเองเป็นคนที่เกลียดการนั่งรถตู้ข้ามคืนมากๆ
เพราะว่าเบาะเล็กๆบนรถตู้ ไม่ใช่ที่ที่เหมาะต่อการหลับนอนเลย
ยิ่งคนที่นั่งข้างๆกันเป็นผู้ชายแล้วเนี่ย โคตรเบียดเลยครับ (ดีที่ไอ้วินไม่เล่นกล้ามด้วย)
เบาะก็เอนได้จากเดิมตั้ง 20 องศาแน่ะ เย้อเยอะ เยอะจนทำให้เอนนอนได้อย่างสบายเสียนี่กระไร
ยิ่งส่วนล่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อย่าว่าแต่จะได้ยืดขาเลยครับแค่ขยับปลายหัวเข่ายังลำบากเพราะว่าแค่หัวเข่าติดกับเบาะด้านหน้าแระ
แต่ยังไงคืนนี้ก็คงเลี่ยงไมได้
อดทนไว้ ไอ้อุ๊ย
ผมนั่งอย่างทรมานทรกรรมอยู่นานสองนาน จนเริ่มง่วงและผลอยหลับไป
แต่ยังไม่ทันที่ความฝันจะได้เริ่มต้นขึ้น แม่งเสือก "แวะปั้ม" ครับพี่น้อง
รู้สึกมั้ยว่าเวลานั่งรถอย่างนี้เนี่ย เวลาเราปวดฉี่ มันจะไม่ค่อยแวะปั้ม ต้องให้เราทนอั้นอึอั้นเยี่ยวกันอยู่บนรถ
แต่พอเวลาจะหลับทีไร มันแวะปั้มทู้กกกที
กว่ากูจะบิ้วอารมณ์หลับได้ มันนานนะเนี่ย
หลังจากนั้นก็มีแวะปั๊มเป็นพักๆครับ
แต่ผมก็ตีเนียนหลับไปตลอดทางเลย
ร้าน "โรงเตี๊ยม" แห่งจังหวัดสุราษฏร์ธานี
เวลาแห่งค่ำคืนแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเราก็ถึงสุราษฏร์ธานีในเวลา 6 โมงกว่าๆ
เราเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันที่ปั๊มแห่งหนึ่ง
ตอนนั้นเพื่อนอิ๋มโทรไปถามพี่เจ้าของแพคเกจว่า
"พี่คะ พวกหนูกินข้าวเช้าที่ไหนกันดี"
"มีร้านข้าวต้มร้านนึงอร่อยมาก ชื่อร้าน "โรงเตี๊ยม" ยังไงลองชิมดูนะคะ"
ว่าแล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปหาข้าวเช้ากินกัน
เช้าๆอย่างนี้ ได้กินข้าวต้มอร่อยๆที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองสุราษฏร์ เป็นมื้อแรกของทริป ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยทีเดียว
พวกเรานั่งรถไปตามคำทางที่พี่คนนั้นบอกในโทรศัพท์
ทันใดนั้น ก็มีเสียงนึงบนรถตะโกนว่า
"นี่ไง ร้านโรงเตี๊ยม"
พวกเราดีใจกันมาก ดีใจจนลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกพี่คนขับรถตู้ให้จอด แล้วรีบตรงเข้าร้านทันที
พอเข้าไปถึงก็พบกับความแปลกใจแรกครับ ร้านโรงเตี๊ยมร้านนี้มันขาย "โจ้ก" ไม่ใช่ "ข้าวต้ม"
แต่ไม่เป็นไร โจ้กกับข้าวต้มมันคล้ายๆกัน อาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้เข้าใจผิดกัน
พวกเราก็สั่งโจ้กกันจนครบทุกคน ใส่หมูบ้าง ใส่ไข่บ้าง ตามอัธยาศรัย
แต่พอเอาโจ้กเข้าปากแล้วกลืนลงไปปุ๊บ เริ่มรู้สึกแล้วว่ามันไม่ใช่ร้านขึ้นชื่อแห่งเมืองสุราษฏร์ธานีแน่ๆ
ขอโทษนะครับ โจ้กเหี้ยอะไรไม่รู้ เหมือนเอาเศษข้าวที่เหลือจากเมื่อวานมาใส่น้ำ ตักใส่จานให้พวกเรากิน
ผมเดินออกไปดูหน้าร้านด้วยความสงสัยว่านี่มันร้านอะไรกันแน่
ปรากฏว่าร้านนี้เป็นร้านนิรนาม ไม่มีป้ายอะไรบอกถึงชื่อร้านเลยครับ
มีคำถามนึงที่เริ่มผุดขึ้นในหัวใจของทุกๆคน
แล้วไอ้คนที่ตะโกนว่า "นี่ไง ร้านโรงเตี๊ยม" มันรู้ได้ไงวะ
จากการสอบถามทุกๆคนบนรถ ไม่มีใครยอมรับเลยครับ ว่าตนเองเป็นคนพูด
ต่างฝ่ายต่างหาหลักฐานมาอ้างความบริสุทธิของตนเอง (พร้อมกับใส่ร้ายผู้อื่นไปด้วย)
จนบัดนี้ยังเป็นปริศนาอยู่เลยครับว่า ใครนะที่มันตะโกนว่า "นี่ไง ร้านโรงเตี๊ยม" ทำให้พวกเราต้องไปกินโจ้กเน่าๆแทนที่จะเป็นข้าวต้มเลื่องชื่อของที่นี่
แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ผมแน่นอน เพราะว่าตอนนั้นผมเล่นกีตาร์ ร้องเพลงความอ่อนแอของพีซเมคเกอร์อยู่
หลักฐาน พยาน ครบครันเลยทีเดียว 55+
นี่บางคนอาจจะคิดว่า ภาพที่เห็นคือ "เขาสก" รึเปล่า
ขอตอบว่าไม่ใช่ครับ
เป็นเขาที่ติดกับปั๊มน้ำมัน ถ่ายมาเล่นๆ แหะๆ
อยากติดสติ๊กเกอร์แบบนี้ที่รถผมบ้าง
แต่อยากได้ประมาณว่า "รถคันนี้ เบนซ์ตากลม"
คงดูรวยพิลึก
ที่นี่แหละครับ ที่พวกเรามากินข้าวเช้ากัน สังเกตว่ามันไม่มีชื่อร้าน
โรงเตี๊ยม บ้านป้ามึงดิ
ไอ้คนที่พูดว่า "นี่ไง ร้านโรงเตี๊ยม"
เป็นหนึ่งในพวกเรานี้แหละ
ดูจากหน้าสิ ว่าน่าจะเป็นใคร
ไอ้กอล์ฟ
เล่นกีตาร์กลางถนน แบบไม่สนใจชาวบ้านชาวช่อง
ล่องเรือสู่เขื่อนเชี่ยวหลาน
หลังจากที่เรากินข้าวกันที่ร้านโรงเตี๊ยม (ปลอม)
รถตู้ก็ไปจอดส่งเราที่ท่าเรือหางยาว เพื่อเดินทางเข้าสู่เขื่อนด้านใน
ภายในเขื่อนนั้นไม่มีสัญญาณมือถือ ดังนั้นลูกกตัญญูอย่างผมก็ไม่ลืมที่จะโทรบอกคุณแม่สุดที่รัก
"แม่ ถึงแล้วนะ เดี๋ยวจะเข้าไปนอนแพในเขื่อนคืนนึง ที่แพ 100 ไร่"
"แม่เคยได้ยินแต่แพ 500 ไร่นะ ไปลดพื้นที่ให้เค้าอีก"
อืม ผมเรียกผิดจริงๆแหละครับ
ตอนที่พวกเราไปถึงนั้นน่าจะประมาณซัก 7 โมงเช้า อากาศดีมากเลยทีเดียว
เราต้องนั่งเรือหางยาวเข้าไปยังแพ 100 เอ้ย 500 ไร่ ด้านในของเขื่อนกันครับ
พาหนะที่จะพาพวกเราเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง
โลกแห่งความสงบและสวยงามที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน
ผ้าเจ็ดสีพันที่หัวเรือ
มุ่งหน้าเข้าสู่ภายในตัวเขื่อนครับ
ที่เห็นมัวๆ นั่นก็คือ "หมอก"
มันลงมาต่ำมากกกกกกกกกก
ต่ำจนผมตกใจ
หมอกลงมาปกคลุมยอดเขาสูงทั่วหมดเลยครับ
เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกกกกกกกกกกกกกก
ทุกคนตื่นเต้นกับทิวทัศน์อันงดงามที่ได้เห็นตรงหน้า
ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจริงๆครับ
น้ำใส เขาสูง หมอกขาว
มันมาอยู่ร่วมกันที่นี่ได้ไงเนี่ย
ดูภาพนี้สิ แม้ว่าหมอกจะหายไปบ้างแล้ว
แต่ก็กลับเป็นความสวยงามอีกแบบหนึ่ง
กุ้ยหลินก็กุ้ยหลินเถอะ สวยเท่านี้รึเปล่าก็ไม่รู้
ที่นี่เรียกว่า "เขาสามเกลอ" ครับ
เป็นเขาสามลูกที่ตั้งเรียงกันกลางน้ำ
พวกเราก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพความประทับใจกันถ้วนหน้า
เราแวะพักที่แพนางไพร (ชื่อนี้ป่ะเนี่ย จำไม่ค่อยได้แระ 55+)
มีปลาด้วยครับ ว่ายกันยั้วเยี้ยเลย
ปลา!! ไม่ใช่หนอน
เรือของคุณลุงคนนี้แรงมากครับ
ได้ซิ่งเรือบนพื้นน้ำกว้างใหญ่คนเดียว แหม อิสระเสรีน่าดู
ดูภูเขาที่นี่สิ มันน่าตื่นตาตื่นใจมากเลยนะเนี่ย
ที่นี่มีแพที่พักหลายที่เหมือนกัน บรรยากาศดีสุดๆ
ดูความใสของน้ำนี้สิ เหมือนกระจกเลย
สะท้อนได้ทุกลายละเอียด
ดูสิ เหมือนหลงเข้ามาอยู่ในโลกดึกดำบรรพ์เลย
พอเรานั่งเรือมาจนสุด
ก็ต้องขนของลง เดินเท้ากันต่ออีกประมาณ 1 ก.ม.
ส่วนของ เขามีมอเตอร์ไซด์มารับไป
พี่เค้าขับเก่งมาก ทางนี่ยิ่งกว่ามอเตอร์ไซด์วิบากอีก
แถมยังมีของตั้งเยอะ พี่เค้าสามารถจริงๆ
ดูเส้นทางสิ เหมือนฝนเพิ่งจะตกด้วย
เกือบได้เล่นมุก "หล่อลื่น" 55+
หลังจากเดินเข้ามาประมาณ 1 ก.ม.
พอเหนื่อย 2-3 แฮก ก็เข้ามาถึงแพด้านใน
เดินเข้ามาก็ยังไม่ถึงที่พักครับ ต้องนั่งแพยนต์ต่อเข้าไปอีก
เป็นการเดินทางหลายต่อจริงๆ
ดูภูเขาหน้าที่พักของผมสิครับ
อลังการงานสร้างมากๆ
ถึงแล้วครับ แพที่เราจะมาพัก
"แพ 500 ไร่"
การเดินทางอันแสนตื่นเต้นและสนุกสนานของพวกเรา เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง
To be continued
ป.ล. อย่างนี้ใช่มั้ยที่เรียกว่า "เรื่องญี่ปุ่นไม่ทันหาย ล่องใต้เข้ามาแทรก" 55+

ดูน่าสนุกจริงๆ สวยมากๆด้วย
#1 By ปาม มี่ ♫ on 2009-06-19 00:56