ล่องใต้กับนายอุ๊ย#2 เรื่องเสียวที่พงไพร
posted on 22 Jun 2009 13:24 by dekwad in Travel-With-Oui
ถึงแว้ว!! แพ 500 ไร่
หลังจากเอนทรี่ที่แล้ว ที่ผมและเพื่อนต้องเดินทางกันอย่างเหน็ดเหนื่อย
ในที่สุดก็ถึงที่หมายแรกของเรา "แพ 500 ไร่"
แพ 500 ไร่ ให้บริการแพที่พักบริเวณภายในเขื่อนรัชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฏร์ธานี บรรยากาศดีมากๆ ธรรมชาติที่โน่นเหมือนเป็นโลกยุคโบราณที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจริงๆ
พวกเรานั่งเรือหางยาวเข้ามา กว่าจะถึงก็ประมาณเที่ยงๆ
พอถึงที่แพ สิ่งแรกที่ทำก็คือ ทุกคนต่างพุ่งตัวด้วยท่าฟรีสไตล์ตรงไปยังโต๊ะอาหารพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
กินกันอย่างหิวโหย มีอาหารอะไรวาง กวาดเรียบหมด ผัก ปลา ใบม้งใบไม้ ไม่มีเหลือเลยครับ
ไอ้โจ้กร้านโรงเตี๊ยมปลอมๆ เมื่อเช้าเนี่ย มันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ
อาหารที่นี่อร่อยแต่เผ็ดร้อนมากกกกกกกกก สมเป็นอาหารใต้จริงๆ
หลังจากรับประกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ก็เตรียมผลัดผ้าเพื่อเตรียมเข้าสู่กิจกรรมของวันนี้
ที่นี่มีสระว่ายน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ (กว้างยาว 500 ไร่ ความลึก 100 เมตร) ซึ่งเราสามารถกระโดดเล่นน้ำหน้าแพได้ทุกเมื่อ น้ำใสสุดๆ
หรืออาจจะพายเรือเล่น
เรือที่นี่ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าเรืออะไร ถามพวกเพื่อนๆ ก็ได้คำตอบที่ไม่ค่อยจะตรงกัน
บ้างก็บอกว่า "เรือคยัค"
บ้างก็บอกว่า "เรือไตรยัก"
บ้างก็บอกว่า "เรือไตรลักษณ์" (ไอ้นี่ธัมมะ ธัมโมมาก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยทีเดียว)
บ้างก็บอกว่า "เรือพายัพ" (เรือนี้คงมาจากตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศพายัพเนี่ย)
มีคนนึงบอกว่าเรือแคนนู - -" หนักกว่าคำตอบทุกคนรวมกันซะอีก
เดี๋ยวผมเอารูปให้ดูแล้วกัน แล้วให้ทุกๆคนเลือกกันเอาเองว่าจะเรียกเรือนี้ว่าอะไร
นอกจากนี้ตอนบ่าย 3 โมง เราจะได้ไปเที่ยวชมถ้ำปะการัง
ส่วนตอนหนึ่งทุ่มเป็นกิจกรรมที่ทุกคนรอคอยครับ "กิจกรรม Night Safari"
แหม คงได้เห็นช้างม้าวัวควายกันยกโขลงแน่ๆ
เรื่องกิจกรรมเอาไว้ก่อน ตอนนี้พวกเรากระโดดน้ำก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ
ถึงแว้ว แพ 500 ไร่ ฟ้าใส น้ำสวยจริงๆ
หลังจากเดินป่าเข้ามา 1 ก.ม. เราต้องนั่งแพยนต์เข้าไปอีกนิดนึง
สังเกตที่ภูเขา แม้ว่าจะเป็นเวลาเที่ยงๆ แต่ก็ยังเห็นหมอกอยู่บ้างประปราย
"แต่ไม่แน่ใจว่าหมอกหรือควัน เพราะว่ามันคล้ายกันจนไม่อาจรู้"
ภาพถ่ายยืนยันว่าน้ำใสมากกกกกกก
ไอ้เรือที่ว่าแหละ ข้างเรือเขียนว่า Tri-Yak
พายเรือ.....กันอย่างสนุกสนาน
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าไอ้เขียวๆที่อยู่บนตอไม้นั่นเป็นชะนีไพรนะครับ
นั่นเป็นเพื่อนสาวของผมเอง
กิจกรรมของเธอคือ ปีนท่อนไม้ที่ลอยอยู่กลางเขื่อน
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั่งเรือผ่านมา ถ่ายรูปกันใหญ่เลย
คงไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ
พวกเราอาบน้ำกันหน้าแพนี่แหละ ไม่ต้องไปไกล
ชีวิตคนที่บ้านค่อนข้างมีฐานะ (ฐานะยากจน) อย่างผม
เวลาอาบน้ำก็เคยใช้แต่ฝักบัวกับอ่างจากุ๊ดซี่
อย่างแย่ที่สุด อย่างมากก็แค่ใช้ขัน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องอาบน้ำกับแหล่งน้ำธรรมชาติครับ
ผมไม่กล้าเอารูปนี้ให้คุณแม่ดูเลย กลัวท่านรับไม่ได้อ่ะครับ
นี่เป็นบรรกาศภายในแพครับ
แพนึงนอนได้ประมาณ 3-4 คน
ดูจากสีของหมอนและผ้าปูที่นอนก็จะเห็นได้ว่าบรรยากาศธรรมชาติมากๆ
ภายในห้องก็มีแค่นี้ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรทั้งสิ้นทุกสิ่งอัน
นี่เป็นที่ล๊อคประตูของห้องผมครับ
มึงจะธรรมชาติไปไหนเนี่ย
ผมมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่จริงๆ
ฝากชีวิตไว้ได้เลยล่ะ (ฝากชีวิตไว้ที่นี่ 55+)
ชมถ้ำปะการัง
หลังจากที่เราอาบน้ำถูไข่ เอ้ย ถูไคลกันเรียบร้อยแล้ว
เราก็ขึ้นมานั่งเล่นกีตาร์ + เล่นไพ่ชิวๆบนแพครับ
ก่อนจะมานี่ พวกเราได้แวะซื้อหนังสือเพลงมาจำนวน 2 เล่มครับ ราคารวมประมาณ 200 บาท
หนังสือเพลงทั้งสองเล่มภายนอกจะแตกต่างกันมากกกกกกกกก
แต่ภายในมีเพลงเหมือนกัน ศิลปินเดียวกัน อัลบัมเดียวกัน
(ไอ้คนซื้อมันโง่มากๆ 55+)
ซ้ำร้ายมีเพลงที่พวกเราเล่นได้แค่ 3 เพลงครับมี "ความอ่อนแอ" "ความคิด" แล้วก็ "Unloveable"
ตลอด 4 วัน 4 คืนนี่เล่นซ้ำๆกันอยู่แค่ไม่กี่เพลงนี้
แต่ในบางครั้งที่พวกเราก็อยากร้องเพลงอื่นบ้าง เช่น อยากร้องเพลง "การเปลี่ยนแปลง"
แต่เราเล่นกีตาร์เพลงการเปลี่ยงแปลงไม่ได้
เราก็เลยแก้ปัญหาโดยการแปลงเนื้อเพลงความอ่อนแอ
"ความอ่อนแอที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว"
เป็น
"การเปลี่ยนแปลงที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว"
อยากร้องเพลง "ความซื่อสัตย์" ก็แปลงเนื้อเป็น
"ความซื่อสัตย์ที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว"
เท่านี้ล่ะครับ พวกเราก็จะสามารถร้องทุกเพลงบนโลกใบนี้โดยมีท่วงทำนองเดียวกันได้แล้ว
แหม "เรื่องโง่ๆนี่ฉลาดนัก" (วลีนี้โดยเพื่อนอิ๋ม)
พอถึง 3 โมงเย็น ก็มีคุณลุงคนนึงขี่แพยนต์มารับเราไปเที่ยวชมถ้ำปะการัง
ตอนแรกคิดว่าอยู่ไกล ที่แท้มันอยู่ใกล้ๆแพที่พวกเราพักนี่เองครับ พายเรือไตรลักษณ์ไปก็ยังได้
ถ้ำปะการังที่นี่มืดมากครับ คุณลุงต้องเอาสปอร์ตไลท์พ่วงแบตเตอรี่นำทางเข้าไป
คุณลุงฉายไฟนำพวกเราเข้าสู่ภายในตัวถ้ำ พลางแนะนำเกี่ยวกับโครงสร้างหินที่นี่ พร้อมกับชี้ให้ดูหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกๆ ให้มองเป็นรูปต่างๆ มองออกบ้าง ไม่ออกบ้าง สุดแต่จินตนาการในสมองน้อยๆจะพาไป
พอถึงส่วนลึกสุดของถ้ำ คุณลุงก็มองไปที่ไฟสปอร์ตไลท์พร้อมกับพูดติดตลกขึ้นมาเบาๆ ว่า "แบดหมดเปล่าวะเนี่ย"
คุณลุงอาจจะรู้สึกว่ามันตลก แต่ผมไม่ตลก!!
ถ้าแบดหมดขึ้นมาจริงๆเนี่ย ง่อยรับประทานกันโดยถ้วนหน้าแน่ๆ
เพราะขนาดมีไฟ ยังมองทางไม่ค่อยจะเห็นเลย
ถ้าไฟดับมืดสนิทที่ส่วนลึกที่สุดของถ้ำ คงให้ความรู้สึกดีที่ยากจะลืมเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม คุณลุงก็พาพวกเราทัวร์ถ้ำปะการังโดยสวัสดิภาพ
คุณลุงบอกว่า "หนึ่งทุ่มจะมารับไป Night Safari"
พวกเราตื่นเต้นกันมากครับ เพราะจะได้เห็นสัตว์ป่าตัวเป็นๆซักที
ถ้ามองจากด้านนอก แทบไม่รู้เลยว่ามันเป็นถ้ำ
เนียนมากๆ
ลักษณะเหมือนปะการังจริงๆ
มิน่า ถึงได้ชื่อว่าถ้ำปะการัง
"อันกรวดหิน ดินทราย มีหลายชั้น
แล้วพี่ใน ใจน้องนั้น อยู่ชั้นไหน
อยู่ชั้นบน ชั้นล่าง หรืออย่างไร
อยู่ตรงไหน ของหัวใจ ไม่รู้เลย"
(เคยแต่งจีบสาวภาคธรณีวิทยา)
กิจกรรม Night Safari
หลังจากกลับมาจากถ้ำปะการัง พวกเราก็มานั่งเล่นหน้าแพ รับประทานอาหารเย็นเป็นไข่เจียว ปลาทอด แล้วก็กับข้าวที่เหลือจากเมื่อตอนเที่ยง
มีเพื่อนคนนึงทำหน้าจริงจังแล้วบอกว่า "ปลาที่นี่ซื้อมาจาก CP" ไม่รู้จะเชื่อดีรึเปล่า 55+
มันทำท่าจริงจังมากเลยนะ แต่ว่าพอมาคิด เค้าจับปลาแถวนี้กินกันก็ได้ ต้องถ่อไปซื้อถึง CP เลยเหรอ
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปริศนานอกจาก "ใครเป็นคนพูดว่า 'นี่ไง ร้านโรงเตี๊ยม' " ก็คือ "ปลานี้ซื้อจากที่ CP จริงรึเปล่า"
พอถึง 1 ทุ่ม ก็ถึงกิจกรรมที่พวกเรารอคอย "Night Safari"
แว๊บแรกที่ผมได้ยินชื่อนี้ ผมนึกถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ที่นั่งรถชมสัตว์ตอนกลางคืน
ที่นี่ก็อาจจะเป็นล่องแพไปตามน้ำ ก็เห็นสัตว์ป่า ช้างม้าวัวควาย ลิงค่างบ่างชะนี หมูหมากาไก่ เสือสิงห์กระทิงแรด ออกมาเดินวิ่งเล่นหยอกเย้าให้พวกเราชมกัน
พวกเราเดินขึ้นแพอย่างมั่นใจ พร้อมกับหยิบเสื้อชูชีพลงไปด้วย
แต่คุณลุงคนขับแพห้ามว่า ไม่ให้ใส่เสื้อชูชีพ เพราะกลัวสัตว์ตกใจ
ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าสัตว์ป่ามันกลัวเสื้อชูชีพ
(อยากจะบอกคุณลุงว่า สัตว์มันคงตกใจหนีไปตั้งแต่เห็นหน้าเพื่อนผมแล้วล่ะครับ)
พวกเราขึ้นแพไปอย่างตื่นเต้น แพยนต์ค่อยๆออกจากฝั่งสู่ภายในเขื่อน
สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ "มันมืดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
บนแพมีเพียงไฟสปอร์ตไลท์ที่คุณลุงเปิดส่องทางบ้าง หาสัตว์ตามชายฝั่งบ้างเป็นครั้งคราว
แต่พอปิดปุ๊บ มันมืดสนิทจริงๆ
อย่าว่าแต่จะได้เห็นสัตว์เลยครับ แค่เพื่อนที่นั่งติดกัน ยังมองเห็นหน้ามันไม่ชัดเลย เสือสิงห์กระทิงแรดนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นั่งไปซัก 5 นาที หันซ้ายขวามองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นทุกสิ่งอัน
เริ่มคิดในใจว่า
"นี่กูมาทำอะไรอยู่"
นั่งแพลึกเข้าไปในป่า แต่ตามองไม่เห็นอะไร
นี่หรือ "Night Safari"
คุณลุงน่าจะเรียกมันว่ากิจกรรม "ส่องสัตว์" มากกว่านะครับ เรียก "Night Safari" มันดูไฮโซเกิ๊นนน
พวกเรานั่งแพเข้าไปอีกเกือบ 1 ชั่วโมง มีอยู่ช่วงนึงน่ากลัวมาก มีตอไม้ผุดขึ้นเต็มไปหมด
ต้องเข้าใจว่าที่นี่เป็นเขื่อน มันเลยมีต้นไม้ที่จมน้ำตาย ต้นไม้ที่สูงใหญ่บางต้นก็จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
คุณลุงต้องเลี้ยวแพหลบตอไม้อย่างสนุกสนานเหมือนพระเอกโตเกียวดริฟท์ ท่ามกลางความตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา
1 ชั่วโมงผ่านไป เราเข้ามาถึงส่วนในสุดของทะเลใน
ทันใดนั้น ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดฝันมาก่อน นั่นคือ
ฝนตก!!
ฝนที่ตกลงมาห่านี้ ไม่ใช่ฝนโปรยปรายเหมือนหนังเรื่อง The Classic ที่พระเอกเอาเสื้อคลุมให้นางเอกแล้ววิ่งกระหนุงกระหนิงไปกลางสายฝน
แล้วก็ไม่ได้ชิวๆ จนต้องร้องเพลง "วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง" ของพี่เสก โลโซ
แต่มัน "ตกโคตรหนัก"
ถ้าแบบเถื่อนๆ เรียกว่า "ตกหนักเหี้ยๆ"
ถ้าแบบแอ๊บๆ เรียกว่า "ตกหนักมากมาย"
ถ้าแบบวัยรุ่น เรียกว่า "ตกหนักบ้าง อะไรบ้าง"
ตกหนักแบบว่า สปอร์ตไลท์ของคุณลุงที่ฉายออกไปด้วยแสงกำลังสูงนั้น มองไม่เห็นอะไรเลย
เอาแล้วไง ทีนี้
ตอนแรก นักท่องเที่ยว 9 ชีวิต ที่อยากมาชมสัตว์อย่างใกล้ชิดแบบ "ไนท์ซาฟารี"
ตอนนี้ นักท่องเที่ยว 9 ชีวิต ลอยอยู่บนแพส่วนที่ลึกที่สุดของทะเลใน แถมฝนตกอย่างบ้าคลั่ง มองไม่เห็นห่าอะไรเลย
พูดถึงฝนตก บอกได้คำเดียวว่า "มันกวนตีนมาก"
มันจะตกก่อนหน้านี้ซัก 1 ชั่วโมงก็ไม่ได้
เออ แบบว่าตกตอนที่เรากำลังจะออกเรือ พวกเราก็เห็น "อุ๊ย ฝนตก ไม่ไปดีกว่า" แล้วก็นั่งเล่นไพ่ร้องเพลงภายในแพอย่างสำราญใจ
หรือไม่ก็ตกซัก ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ตกตอนที่เรายังไม่ห่างจากแพมากนัก กลับตัวได้ทัน
นี่เสือกมาตกตอนที่เราอยู่ส่วนที่ลึกที่สุด ทำอะไรไม่ได้เลย ห่าจริงๆ
เมื่อเจอฝนตกหนักขนาดนี้ คุณลุงก็กลับแพ ภารกิจ "ไนท์ซาฟารี" ล้มเหลวไม่เป็นท่า
ผมเข้าใจแล้วล่ะครับ ว่าทำไมสัตว์ถึงไม่ออกมากินน้ำ
เพราะมันรู้ว่าฝนจะตก!!
คิดอย่างนี้แล้วดูเหมือนพวกเราโง่ยังไงก็ไม่รู้ 55+
แพค่อยๆแล่นไป ผมกลัวแพจะชนตอไม้แล้วแพแตกมากๆ เพราะมันมองไม่เห็นอะไรเลย
นึกถึงคำพูดของคุณลุงแล้วอยากจะเข้าไปกระโดดชก "ไม่ต้องใส่เสื้อชูชีพ เดี๋ยวสัตว์ตกใจ"
นี่คุณค่าชีวิตของพวกเรามีน้อยกว่าความตกใจของสัตว์เหรอเนี่ย
ฝากชีวิตน้อยๆที่พ่อแม่อุตส่าห์กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาตลอดยี่สิบกว่าปี ไว้กับคุณลุงนิรนามคนเดียวเลยเนี่ย
ผมยังไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ ผมอยากกลับไปก้มกราบแม่แล้วบอกกับท่านว่า "ผมรักแม่" อีกครั้ง
ตอนนั้นทุกคนตัวเปียกชุ่มประหนึ่งได้มาเล่นน้ำวันสงกรานต์
ทันใดนั้น ผมเห็นเพื่อนไผ่ที่นั่งข้างๆผม หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋า
ผมดีใจมาก
เพื่อนไผ่ มีร่ม!!
เอาละ งานนี้ขออยู่ใต้ร่มด้วยแล้วกัน
ผมใช้ความพยายามในการทำตัวเล็กแล้วเบียดเข้าไปให้ได้มากที่สุด เพื่ออยู่ใต้ร่มให้ได้
แต่โชคร้าย เพื่อนอิ๋มที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเพื่อนไผ่ ก็คิดแบบเดียวกัน
ตอนนี้เพื่อนไผ่กางร่ม (เล็กๆ) อยู่ โดยมีเพื่อนอีกสองข้างซ้ายขวาพยายามกระแซะเพื่อให้เข้าไปอยู่ในร่มให้ได้
แต่ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดก็ไม่มิดฉันใด มนุษย์ร่างใหญ่ 3 ตัว เอ้ย 3 คน เอาร่มคันเล็กๆมาปิดก็ไม่มิดฉันนั้น
ธรรมชาติของร่ม มันจะปกป้องสายฝนให้กับคนที่อยู่ตรงกลาง แล้วเทน้ำใส่คนข้าง
ครับ ผมนี่แหละ ไอ้คนที่นั่งข้างๆ
การที่นั่งใต้ร่มครั้งนี้ ไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือว่าคิดผิดเพราะนอกจากต้องเปียกฝนที่สาดใส่แล้ว ยังต้องมานั่งรับน้ำที่หยดลงมาจากร่มอีก
ผมว่ามันเปียกหนักกว่าเดิมนะเนี่ย
ตอนนั้นผมหนาวมาก จำได้ว่าผมสั่นเป็นเจ้าเข้าเลย สั่นแบบควบคุมไม่ได้ สั่นจนเพื่อนข้างต้องหันมามองว่า "มึงเป็นอะไรมากมั้ย"
หนาวจนผมอยากจะร่วมส่ง SMS ไปรายการทีวีว่า "เชี่ยวหลานหนาวมาก" (แข่งกับลำปางหนาวมาก)
ฝนก็ตกหนัก ตัวก็เปียก ลมก็แรง
ตอนนั้นเพื่อนผมคนนึงมีความคิดสร้างสรรค์ เห็นว่าน้ำในเขื่อนมันอุ่น เลยกวักน้ำขึ้นมาวิดใส่เพื่อนๆ เผื่อจะได้คลายหนาวกัน
แต่ความหวังดีของเพื่อนคนนี้ กลับถูกตอบแทนด้วยคำด่ารุมประณามของเพื่อนๆ
ไอ้ห่า ตอนนี้พวกเราลอยอยู่บนแพที่ฝนตกกระหน่ำ จะเอาชีวิตรอดกลับไปได้รึเปล่าก็ไม่รู้ มึงเสือกมากวักน้ำเล่นกัน
ที่นี่ไม่ใช่น้ำตกเจ็ดสาวน้อยนะ ที่จะได้กวักน้ำเล่นกันอย่างสำราญใจ
ตอนนั้นคุณลุงค่อยๆขับแพกลับ ผมสังเกตว่าคุณลุงยังพยายามที่จะส่องไฟไปตามชายฝั่งเพื่อจะหาสัตว์ซักตัว
โอย มึงยังจะส่องอีกเหรอ
ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนัก ผมพยายามเพ่งตามองไปข้างหน้า แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย
1 ชั่วโมงผ่านไป
พวกเราเกือบจะถึงแพที่พักแล้ว
ฝนเริ่มซา
และหยุด
แสรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ท้องฟ้าเล่นตลกกับพวกเราจริงๆ
ตอนนั้นพวกเรามองไปที่ต้นไม้ เห็นแสงกระพริบวิบวาวเต็มไปหมด
ไม่ใช่ "กระสือ" แต่เป็น "หิ่งห้อย"
เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ต้นไม้ใหญ่ๆต้นนึงเต็มไปด้วยแสงกระพริบระยิบระยับของหิ่งห้อย
ที่อัมพวาดูเด็กไปเลยล่ะ
ไนท์ซาฟารีคราวนี้ ตั้งใจมาดูเสือกระทิง กลับเจอแต่หิ่งห้อยซะงั้น
เป็นการดูหิ่งห้อยที่เสียวและต้องเสี่ยงชีวิตมากๆ
ก็ยังดีวะ (เหรอออออออออออออออออออออออออออออออ)
พวกเราถึงแพที่พักโดย (เกือบ) สวัสดิภาพ
ผมเหลือบไปเห็นคุณลุงคนขับเรือ ผมแปลกใจมากเพราะตัวแกไม่เปียกเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พวกเรานี่สิยังกะลูกสุนัขตกน้ำ
ผมถามคุณลุงด้วยความแปลกใจ
"คุณลุง ทำไมตัวไม่เปียกอ่ะครับ"
คุณลุงยิ้มพร้อมกับตอบว่า
"อ๋อ ลุงใส่เสื้อกันฝน"
แสรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
รู้ว่าฝนตกทำไมไม่บอก
ชีวิตพวกเราเกือบจะหาไม่แล้วนะเนี่ย
To be continued
ป.ล. ได้ข่าวว่านิตยสารท่องเที่ยว อ.ส.ท. เล่มล่าสุดก็มีการพูดถึงทะเลในที่ที่ผมเพิ่งไปเที่ยวมาด้วย
ภายในบอกว่า "Night Safari ของเค้า ออกติดตามฝูงกระทิง 3 คืนติดต่อกัน สนุกมาก"
กลับมานั่งนึกลำพังคนเดียว
เอ แล้วที่พวกกรูไปล่ะ
มันคืออะไร??

#1 By E.T.*** on 2009-06-22 13:41