ล่องใต้กับนายอุ๊ย#3 ชมหมอกยามเช้า
posted on 29 Jun 2009 15:09 by dekwad in Travel-With-Oui
ฝันร้ายที่ผ่านพ้นไป
DAY 2
เช้าวันรุ่งขึ้น
อุ๊ย : "เฮ้ย เมื่อคืนกูฝันร้ายว่ะ"
เพื่อน 1 : "ฝันว่าอะไรวะ"
อุ๊ย : "ฝันว่าไปล่องเรือไนท์ซาฟารีแล้วเจอพายุ โชคดีนะเนี่ยที่เป็นแค่ความฝัน"
เพื่อน 1 : "อ้าวเหรอ เมื่อคืนกูก็ฝันอย่างนี้เหมือนกัน"
เพื่อน 2 : "เออ เมื่อคืนกูก็ฝันเหมือนพวกมึงเลยว่ะ"
เพื่อน 3 : "กูด้วย"
เพื่อน 4 : "กูก็ด้วย"
เพื่อน 5 : "โว้ยย!! ไอ้พวกบ้า!! ไอ้ที่ไปส่องสัตว์มาเมื่อคืน มันคือความจริงเฟ้ย ไม่ใช่ความฝันอย่างที่ทุกคนพยายามจะหลอกตัวเอง"
ทันทีที่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ผมพยายามคิดทบทวน นึกให้ออกว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
ตึ่ง ตึง ตึ๊ง
(ตัดไปเป็นภาพสีซีเปีย)
เมื่อคืนหลังจากที่เรากลับจากไนท์ซาฟารี (ส่องสัตว์) ที่ไม่ได้เห็นสัตว์อะไรเลย (เห็นแต่แมลงหิ่งห้อย) ซ้ำร้ายยังโดนพายุฝนกระหน่ำแบบไม่ทันตั้งตัวอีก
พวกเรากลับมาถึงแพแบบเปียก อับ ชื้น ตอนประมาณ 3 ทุ่ม
เนื่องจากโดนฝนจนตัวเปียกกันโดยทั่วหน้าเหมือนลูกสุนัขตกน้ำ (พูดซะเพราะเชียว) พวกเราจึงลงอาบน้ำที่หน้าแพอีกครั้ง
การอาบน้ำหน้าแพตอนกลางคืนเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก มืดก็มืด รอบๆก็เป็นป่าเขาลำเนาไพร
ลองนึกภาพ ถ้ากำลังอาบน้ำถูสบู่อยู่ แล้วมีจระเข้สองแม่ลูกแอบดำน้ำมางับช่วงล่าง (หมายถึงขา) จะสยองขวัญขนาดไหน
ผมค่อนข้างกลัวเลยรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า กะว่าจะมานั่งเล่นชิวๆบนแพกับเพื่อนๆซะหน่อย
แต่ฝันก็สลายครับ พี่เจ้าของแพเดินเอาตะเกียงมาให้พร้อมกับบอกว่า "จะดับไฟแล้วนะ"
แล้วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ไฟก็ดับลง
โห คุณครับ การที่ต้องไปอยู่กลางป่าอย่างนั้น แสงไฟจากตะเกียง 3 ดวง มันไม่ได้ช่วยให้สว่างอะไรขึ้นเลยจริงๆ
มิหนำซ้ำมันยังเชิญชวนแมลงให้มาบินเล่นกันพลึบพลับๆ ซะอีก
เพื่อนผมมีไอเดียดี บอกให้แก้ปัญหาโดยการ "กางมุ้ง"
แต่หลังจากที่เรากางเสร็จอย่างลำบากยากเย็น เราก็ค้นพบว่า "มุ้งมีรู"
ถ้าเป็นรูเล็กๆ ผมจะไม่ว่าอะไรเลยนะ นี่รูใหญ่ขนาดคนเดินผ่านเข้าออกได้
(ตอนแรกคิดว่าเป็นทางเข้ามุ้ง)
สุดท้าย พวกเรากลัวแมลงมากกว่ากลัวมืด ก็เลยต้องเอาตะเกียงไว้ข้างนอกตัวเรือน
มืดสนิทกันเลยทีนี้
การที่ต้องใช้ชีวิตแบบมองไม่เห็นเห้อะไร ไม่มีทีวี ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีห่านอะไรเลย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือ
รีบๆนอน รีบๆหลับ รีบๆตื่น แล้วก็รีบๆไปจากที่นี่ซักที 55+
ผี
อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้งหลายคราว่า ผมเป็นคนกลัวผีมากกกกกกกกก
ดังนั้นการที่ต้องไปนอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง ก็ต้องเกิดอาการ "กลัวผี" เป็นธรรมดา
ยิ่งกลางป่ากลางเขาอย่างนี้แล้ว ไปทำอะไรหลบหลู่ แล้วมีใครหรืออะไรตามมารึเปล่าก็ไม่รู้
แล้วก็จะแปลกอยู่อย่างนึง เวลาผมไปนอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้าน มักจะชอบตื่นมากลางดึก
กลางดึกที่ว่านั้นก็คือตอน "ตี 3" (ช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าผีดุที่สุด) พอดี ไม่ขาดไม่เกิน ไม่รู้เป็นบ้าอะไร
อย่างตอนที่ผมบวช คืนแรกที่ไปนอนวัดก็ตื่นมากลางดึกเหมือนกัน
หยิบนาฬิกามาดู ก็เป็นตอนตี 3 เป๊ะ ราวกับได้ตั้งปลุกเอาไว้
ซ้ำร้ายตื่นมาปุ๊บ หมาหอนกันเกรียวกราว ประสานเสียงกันหอนจนผมขนลุกชูชัน
ตอนนั้นก็อธิษฐานจิตว่า "อย่าเพิ่งปรากฏร่างเลยนะโยม อาตมากลัว"
แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีประสบการณ์สยองใดๆเกิดขึ้น
กลับมาที่เรื่องของเรากันต่อ คืนนี้ที่แพก็เหมือนกัน ผมตื่นขึ้นมากลางดึก แม้ว่าจะไม่มีนาฬิกาให้ดูแต่ก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นตอนตี 3 (เหมือนเคย)
ตอนแรกที่ผมตื่นมา ผมยังหลับตาอยู่ เลยกลัวมากๆ ได้ยินเสียงโน่นเสียงนี่เต็มไปหมด
แต่พอลืมตามาปุ๊บ ผมเลิกกลัวทันทีเลยครับ
เพราะถึงจะมีผีสาวมายืนแลบลิ้นปลิ้นตาที่ปลายเท้า ผมก็ไม่กลัว
เพราะว่ามันมองไม่เห็น (อะไรเลย) 55+
ชมหมอกยามเช้า
อ่อ ลืมไปว่านี่มันเป็นแค่ภาพความคิดสีซีเปีย
กลับมาๆ เป็นภาพสีปัจจุบัน
เอาล่ะ วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อที่จะไปล่องแพชมหมอกกัน
วันนี้เท่าที่เห็นหมอกลงจัดมาก พวกเราอุ่นใจขึ้นมาทันทีว่าการล่องแพเช้านี้คงไม่ล้มเหลวเหมือนเมื่อคืน
คุณลุงที่พาพวกเราไป "ส่องสัตว์" (แต่ผมว่าน่าจะเป็นการพาพวกเราไปให้ "สัตว์ส่อง" มากกว่า) กลับมารับพวกเราแล้วพาไปตามเส้นทางเดิมอีกครั้ง
ต่างกันแค่เมื่อคืนมีแต่ความมืดมิด แต่เช้าวันนี้มันเป็นอะไรที่สวยงามจริงๆ
ผมเองก็ไม่สามารถบรรยายภาพที่เห็นให้ออกมาเป็นคำพูดได้เหมือนกัน
ถ้างั้นก็ขอกราบเรียนเชิญทุกท่านรับชมภาพถ่ายแทนแล้วกันนะครับ
ตะเกียง.....แสงสว่างเดียวกลางป่าใหญ่
ภาพนี้น่ารักดีเนอะ ชอบๆ
พวกเราล้างหน้าล้างตากันที่หน้าแพนี่แหละครับ
ไม่ต้องเดินไปไกล
สังเกตไอ้อิ๋ม (ผู้หญิง) เอาตีนหย่อนน้ำ
ถัดไปเป็นไอ้ต้น กำลังบ้วนปาก (ด้วยน้ำตีนไอ้อิ๋ม)
ถัดไปอีกเป็นไอ้กอล์ฟ กำลังล้างหน้า (ด้วยน้ำบ้วนปากไอ้ต้นและน้ำตีนไอ้อิ๋ม)
มั่วกันมากเลยนะนั่น
(ดีที่ไม่มีใครฉี่ด้วย)
หมอกเยอะมากๆๆๆๆ
นี่แค่อยู่หน้าแพนะเนี่ย
ที่เห็นคือหมอกนะ ไม่ใช่ไฟไหม้ป่า
หมอกลงต่ำมากกกกกกกกกกกกก
แพยามเช้า อากาศดีๆๆๆๆ น้ำใสแจ๋วเลย
ยังไงก็คิดถึง
เดากันเล่นๆว่า นี่คือซากปรักหักพังจากพายุเมื่อคืน
ล่องแพชมหมอก
เพื่อนกอล์ฟ มือกีตาร์อันดับหนึ่ง
การันตีด้วยตำแหน่งอดีตหัวหน้าวง "Band Shi" แห่งคณะบัญชีฯ จุฬาฯ
แต่มักมีปัญหาเวลาเล่นกีตาร์ร้องเพลงกับเพื่อนๆ
เพราะมันเล่นเป็นแต่เพลงคลาสสิคสากล!!
เลยไม่ค่อยรู้จักเพลงไทยตามหนังสือเพลงทั่วไปซักเท่าไร
ตอนปี 1 เคยบอกมันให้ไปฝึกเล่นเพลงชาวบ้านๆบ้าง เพื่อนๆจะได้ร้องกันได้
แต่จนเรียนจบ มันก็ยังเล่นเพลงพื้นบ้านไม่ได้ซักที
จนเพื่อนๆเอือมระอา ถึงกับเคยคิดกันว่า พวกเราจะไม่ง้อให้มันมาฝึกเล่นเพลงไทยแระ
แต่จะไปฝึกร้องเพลงคลาสสิค จะได้เข้ากับเสียงกีตาร์ของมันแทน
เป็นการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์มากๆ
อ้อ ขอเผาอีกนิดนึง
เพื่อนกอล์ฟยังเป็นคนเดียวที่เข้าใจว่า "กุ้ยหลิน" เป็นชื่อหมีแพนด้า (แบบไม่ได้เล่นมุก)
จะเอาฮาไปไหนเนี่ย
เหมือนยอดเขาบู๊ตึ๊งเลย
(ผมเดาเอาเพราะว่าไม่เคยเห็นเขาบู๊ตึ๊งเหมือนกัน)
สวยจริงๆครับ ซักครั้งนึงในชีวิตนี้ต้องไปให้ได้
ดูผืนน้ำสิ เป็นธรรมชาติที่สงบเงียบจริงๆ
อันนี้เป็น "ท่าสุดยอด" (ไม้ตาย)
ไม่ใช่ไม้ตายธรรมดา จมน้ำตายซะด้วย
หัวใจของเธอก็เหมือนกับที่นี่แหละ
ทำไมอ่ะคะ
ก็ "มีแต่เขา" ไง
ฮิ้วว!! โดนๆ
กลัวไม่เชื่อว่าน้ำใส เลยจัดให้อีกรอบ
ผมชอบภาพนี้สุดแระ ดูยิ่งใหญ่จริงๆ
ภาพสุดท้าย
ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
เห็นภาพนี้แล้วเข้าใจเลยว่า
ทำไมคนโบราณถึงเชื่อว่า "สวรรค์อยู่บนเมฆ"
เพราะภาพนี้ก็ดูเหมือนมีเขาอยู่บนก้อนเมฆเลยเนอะ
กิจกรรมสุดท้ายที่แพ 500 ไร่
หลังจากที่ล่องแพชมหมอก พวกเราก็กลับมาทานข้าวเช้าที่ทางแพจัดให้เป็นมื้อสุดท้าย
หลังจากอิ่มหนำ พวกเราก็ไม่ลืมที่จะกระโดดลงเล่นน้ำใสไหลเย็นอีกครั้ง ก่อนที่จะไปจากที่นี่
ภารกิจในวันนี้ก็คือ "ทุกคนต้องพยายามขึ้นไปนั่งบนขอนไม้กลางน้ำให้ได้"
ช่างเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์จริงๆ
พวกเราใช้ความพยายามหลายชั่วโมงในช่วงเช้าในการปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ
บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่การที่มนุษย์ 9 คนต้องปีนขึ้นไปขี่ขอนไม้กลางน้ำโดยพร้อมเพรียงกัน มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
พวกเราพยายามอย่างยิ่งยวดในการปีนป่ายขอนไม้กลางน้ำกัน
แต่ก็ขึ้นพร้อมกันไม่ได้ซักที
พยายามกันเป็นชั่วโมงเลย
ในที่สุด ความพยายามของพวกเราก็ไม่เสียเปล่าครับ
ขึ้นไปนั่งได้ถึง 8 คน (แม้จะทุลักทุเลก็ตามที)
ผมขอท้าแข่งเลยครับ ใครที่มีโอกาสได้ไปที่นี่
ลองนั่งบนขอนไม้ให้ได้มากกว่า 8 คนดูบ้าง
ถ่ายรูปมายืนยันด้วย
กระโดด!!
เด็กวัดเหินเวหา!!
อาบน้ำ ก่อนออกเดินทาง
แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปอาบน้ำกันบนเรือด้วย
อาบที่ท่าหน้าแพสบายๆ ไม่ชอบกัน
ไอ้อิ๋มยิ่งแล้วใหญ่ ขึ้นไปอาบน้ำบนต้นไม้กลางน้ำ
แต่ละคนพิสดารกันจริงๆ
หลังจากอาบน้ำกันเสร็จเรียบร้อย ก็ขึ้นไปเก็บข้าวเก็บของ
ออกเดินทางจาก "แพ 500 ไร่" นี้ สู่ "เขาสก"
มีธงชาติไทยด้านหน้าด้วย
ยังกะโรงเรียน
บายๆ แพ 500 ไร่
มุ่งหน้าสู่ผืนแผ่นดินใหญ่
หลังจากที่มาอยู่กลางป่าเขาหนึ่งวันเต็มๆ
ตรงนี้สวยมากกกกกกกก
เขาเรียกที่แห่งนี้ว่า "กุ้ยหลินน้อย"
(ไม่ใช่แพนด้าน้อยนะ อย่าเข้าใจผิดเหมือนเพื่อนผม)
งดงามจริงๆ ครับ
มิน่า เค้าถึงเรียกที่นี่ว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย"
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสมากครับ
วันนี้อากาศดีนะครับ
ตอนนี้เริ่มจะร้อนจัดแล้วครับ ตัวดำกันก็ตอนนี้นี่ล่ะ
ที่เห็นนั่นคือสันเขื่อน
โปรดติดตามตอนต่อไป
ป.ล. วันศุกร์ที่จะถึงนี้ ผมจะสอบมิดเทอมแล้ว ยังไงขออนุญาตเล่าต่อวันหลังนะครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดี
ภาพสวยจังเลยค่ะ

ขนาดไม่เห็นรูปนะนี่.. (บริษัทบล็อกมัลติพลายจ้ะ)
ให้ดาวทั้งๆ ไม่เห็นรูปนี่แหละวะ แค่เรื่องก็น่าอ่านแว้ว..
#1 By แอ้ on 2009-06-29 15:17